Full Transcript

·YouTLDR

วิธีปลดล็อกศักยภาพที่ซ่อนอยู่ ฟังจบเปลี่ยนชีวิตได้จริง | เกลา X ดร.ต้อง พงษ์รพี

1:09:08223 summary words · ~1 min readThaiBy KlaoshowTranscribed Oct 30, 2026
Analyze another video with Pro30-day money-back guarantee
Summary

ศักยภาพมนุษย์ไร้ขีดจำกัดหากเข้าใจการบริหารประสบการณ์ ความเจ็บปวด และการเปลี่ยนผ่านบทบาทชีวิต (EGO) โดยหัวใจของการเติบโตไม่ใช่แรงบันดาลใจชั่วคราว แต่คือความอึดและศรัทธา พร้อมทั้งฝึกให้ความรู้สึกเป็นเพียง 'บ่าว' ไม่ใช่ 'นาย'.

Section summaries

0:00-2:06

Highlight

skip

ประมวลไฮไลท์สำคัญของบทสัมภาษณ์ นำเสนอหลักคิดเรื่องการไม่ยอมตกเป็นทาสของอารมณ์ความรู้สึก การใช้คนเก่งรอบตัวเป็นคู่เทียบเพื่อพัฒนาตนเอง และการอาศัยศรัทธากับความอึดเป็นหัวใจหลักในการก้าวข้ามขีดจำกัด.

2:06-3:20

คำว่า “ นิสัย ” หมายความว่าอะไร?

skim

นิสัย (Habit) มีความเชื่อมโยงแนบแน่นกับบุคลิกภาพ (Personality) โดยส่วนหนึ่งถูกกำหนดมาโดยธรรมชาติผ่าน DNA เช่น ความเป็น Introvert หรือ Extrovert แต่อีกส่วนหนึ่งถูกหล่อหลอมและพัฒนาขึ้นได้จากสภาพแวดล้อมและการอบรมเลี้ยงดู.

  • นิสัยเดินคู่ขนานไปกับบุคลิกภาพเสมอ
  • พฤติกรรมบางส่วนติดตัวมาแต่กำเนิด แต่บางส่วนสามารถสร้างและปรับเปลี่ยนผ่านสภาพแวดล้อมได้
3:20-4:12

นิสัย กำหนด ศักยภาพ?

skim

ศาสตร์เรื่องศักยภาพมนุษย์มีประวัติยาวนาน มีลักษณะนิสัยบางอย่างที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้ แต่ทักษะสำคัญอย่างความอึด ความขยัน การมี Growth Mindset และการมีสมาธิจดจ่อ คือส่วนที่สามารถฝึกฝนและพัฒนาได้จริง.

  • ความอึด (Resilience) และ Growth Mindset เป็นลักษณะนิสัยที่ฝึกฝนและเทรนได้
4:12-7:50

คำว่าศักยภาพในมุมมองของ นักพัฒนาศักยภาพ

watch

คนทั่วไปมักสับสนระหว่างสมรรถนะ (Performance/Competency) ซึ่งมีขีดจำกัดทางกายภาพ กับศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัด โดยศักยภาพที่แท้จริงประกอบด้วย 3 มิติคือ EGO ได้แก่ Experience (การคัดสรรประสบการณ์), Growth (การเติบโตจากการบริหาร Pain), และ Ontology (การปรับตัวตามบทบาทและช่วงวัย).

  • สมรรถนะมีเพดานจำกัด แต่ศักยภาพในการจัดการชีวิตไม่มีขีดจำกัด
  • EGO Framework ประกอบด้วย Experience, Growth จาก Human Pain, และ Ontology ตามช่วงวัย
7:50-16:56

ศักยภาพของมนุษย์ ไม่มีขีดจำกัด?

watch

สมรรถนะเฉพาะทางอาจมีขีดจำกัดจนต้องยอมรับความจริงในบางทักษะ แต่เราสามารถดึงศักยภาพด้านอื่นเข้ามาทดแทนเพื่อสร้างจุดเด่นใหม่ได้ โดยพฤติกรรมมนุษย์แบ่งเป็นสเปกตรัมระหว่าง Plan Behavior (สิ่งที่ต้องใช้เวลาวางแผน) กับ Radical Behavior (สิ่งที่ทำได้คล่องแคล่วเป็นธรรมชาติ).

  • หากสมรรถนะด้านใดมีขีดจำกัด ให้ใช้ศักยภาพด้านอื่นเข้ามาเสริมแทน
  • พฤติกรรมของคนมีทั้งแบบที่ต้องใช้พลังงานวางแผนล่วงหน้าและแบบที่เป็นสัญชาตญาณตามธรรมชาติ
16:56-22:46

มนุษย์ทุกคนพัฒนาได้?

watch

มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่พัฒนาได้เสมอ โดยศักยภาพ 6 ด้าน (เช่น Self-management, High Order Thinking, Communication, Coexistence, Citizenship) มีหน้าที่ช่วยโอบอุ้มสมรรถนะหลัก หากขาดศักยภาพแวดล้อมหรืออยู่ในบริบทที่ผิด สมรรถนะที่แท้จริงก็อาจกลายเป็นเพียงศักยภาพแฝงที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้.

  • ศักยภาพ 6 ด้านทำหน้าที่ส่งเสริมให้สมรรถนะแกนกลางทำงานได้ถูกทิศทาง
  • การอยู่ผิดที่ ผิดเวลา หรือขาดการสื่อสารที่ดี อาจทำให้สมรรถนะโดนกลบจนกลายเป็นศักยภาพแฝง
22:46-28:27

หน้าที่ของนักพัฒนาศักยภาพ?

skim

งานของนักพัฒนาศักยภาพไม่ใช่การสอนทักษะเฉพาะด้าน แต่คือการเป็น Human Experience Expert เพื่อช่วยบุคคลระดับแนวหน้าจัดการกับจุดเปลี่ยนฉับพลัน (Turning Points) ความเจ็บปวดในอดีต หรือการสลับบทบาทชีวิตที่ไม่คุ้นเคย ผ่านกระบวนการ Design & Discover, Intervention, และ Follow up.

  • Turning Point ที่อยู่นอกแผนมักกระทบต่อโครงสร้างชีวิตและจิตวิทยาอย่างรุนแรง
  • กระบวนการดูแลแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน: ดีไซน์และค้นหาปัญหา, การลงมือแก้ไขร่วมกัน, และการติดตามผลลัพธ์
28:27-31:26

“ คู่เทียบ ” สำคัญต่อการเติบโต?

watch

การมองหาคนเก่งมาเป็น 'คู่เทียบ' (Benchmark) ช่วยให้เราเห็นกระบวนการและทักษะที่ยังขาดอยู่เพื่อนำมาปรับจูนตนเอง ต่างจากการเปรียบเทียบเชิงอิจฉาที่ไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ใดๆ การมีคู่เทียบที่ดีจะทำให้เกิดการเรียนรู้และโฟกัสไปที่การพัฒนาเนื้องาน.

  • คู่เทียบช่วยให้เรามองเห็นรายละเอียดที่ต้อง Fine-tune ในทักษะของตนเอง
  • หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบที่นำไปสู่อารมณ์อิจฉาเพราะจะบั่นทอนการพัฒนา
31:26-38:00

“ นิสัย ” ที่ขัดขวางการเติบโต?

watch

อุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งศักยภาพมี 2 ประการ ได้แก่ Self-Indulgence (การตามใจอารมณ์ความรู้สึกโดยไม่คัดกรอง) และ Obsession (ความหมกมุ่นในสิ่งที่ไม่สำคัญ เช่น ความเห็นคนอื่นหรือความกลัวล้มเหลว) โดยวิธีแก้คือต้องฝึกให้ความรู้สึกเป็นเพียง 'บ่าว' ที่เรารับรู้แต่ไม่จำเป็นต้องทำตาม.

  • อย่าปล่อยให้อารมณ์เป็นนาย จงคัดกรองความรู้สึกว่าสิ่งใดแค่รับทราบ และสิ่งใดควรทำตาม
  • ความหมกมุ่นในเสียงวิจารณ์ของผู้อื่นคือตัวการทำลายศักยภาพตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น
38:00-42:52

ความผิดหวัง คือ ด่านแรกที่ต้องเจอ

watch

ทุกเส้นทางการพัฒนาตนเองจะต้องผ่านด่านความผิดหวังและความเจ็บปวดเสมอ เพราะผลลัพธ์มักต้องใช้เวลาสะสมแบบ Slow and Steady ความสุขที่มั่นคงในระยะยาวไม่ได้เกิดจากความสำเร็จเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสามารถในการบริหารความเจ็บปวดและการเรียนรู้จากบาดแผล.

  • ความผิดหวังและการถูกเข้าใจผิดคือบททดสอบด่านแรกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
  • ระบบความสุขที่ยั่งยืนของมนุษย์สร้างขึ้นจากการบริหารความเจ็บปวดได้ดี

Key points

  • ศักยภาพคือโมเดล EGO — สมรรถนะอาจมีเพดานจำกัดตามธรรมชาติ แต่ศักยภาพพัฒนาได้ไร้ขีดจำกัดผ่านการบริหารประสบการณ์ (Experience), ความเจ็บปวด (Growth จาก Pain) และบทบาทตามช่วงวัย (Ontology).
  • เปลี่ยนความรู้สึกให้เป็นบ่าว — อย่าปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกชั่ววูบหรือความขี้เกียจบงการชีวิต จงฝึกคัดกรองอารมณ์ให้ทำหน้าที่เพียงแค่ 'รับทราบ' แต่ลงมือทำตามเป้าหมายด้วยวินัย.
  • ศรัทธากับความอึดสำคัญกว่า Passion — คนที่ประสบความสำเร็จระดับสูงขับเคลื่อนด้วยความอึดและศรัทธาในเนื้องาน มากกว่าการพึ่งพาแรงผลักดันชั่วคราวอย่างแรงจูงใจหรือ Passion.
  • กล้าทิ้งเวอร์ชันเก่าของตนเอง — การเติบโตที่แท้จริงไม่ใช่แค่การมีความรู้เพิ่มขึ้น แต่คือการตัดสินใจที่เด็ดขาดและพร้อมสลัดบทบาทเดิมเพื่อก้าวสู่อัตลักษณ์ใหม่โดยไม่กลัวคำตัดสินของผู้อื่น.

AI-generated from the transcript. May contain errors.

0:00

คนที่อยากจะพัฒนาศักยภาพ[เพลง]สิ่งแรกที่

0:02

ต้องทำก็คือความรู้สึกเราอ่ะต้องเป็นบ่าว

0:04

ไม่ใช่เป็นนายอย่าเชื่อทุกความรู้สึกที่

0:07

เข้ามาเพราะถ้าเราเชื่อทุกความรู้สึกเรา

0:09

จะตามใจตัวเองให้มีทิติทุกความรู้สึกที่

0:12

เข้ามาเราต้องคัดด้วยว่าอันนี้แค่รับทราบ

0:15

หรือทำตาม Bruce Lee พูดอยู่ประโยคนึง

0:17

บอกว่าสิ่งที่สำคัญมากของชีวิตคือการที่

0:20

เราไม่ยึดติดกับเวอร์ชั่นเก่าของตัวเอง

0:23

อันนี้จริงมากเลยมนุษย์เนี่ยเรียนผ่านพ่อ

0:27

แบบแม่แบบเสมอเราเอาตัวไปใกล้คนเก่งเห็น

0:29

ปุ๊บมันคือคู่เทียบทันทีสมมุติเขามี

0:32

[เพลง]บางอย่างที่เราก็มีแต่เขาพัฒนาไป

0:34

ได้ไกลกว่าแนวโน้มก็คือเราก็อยากจะเลียน

0:37

แบบเพื่อจะพัฒนาไม่เท่าเขาก็ไกลกว่าเขา

0:40

หรืออย่างน้อยพัฒนาขึ้นใช่ป่ะมันไม่ผิด

0:43

ที่เราจะเปรียบเทียบเป็นคู่เทียบแต่อย่า

0:46

เปรียบเทียบและอิจฉาอันนั้นคือต้องกล่าว

0:48

หลายคนหมกมุ่นกับสิ่งที่สำคัญรองลงมาคือ

0:51

หมกมุ่นกับความเห็นคนอื่นหมกมุ่นกับการ

0:54

ตอบย้ำตัวเองว่าทำไม่ได้หมกมุ่นกับการมอง

0:58

ความผิดพลาดล้มเหลวการไม่ยอมบริหารความ

1:00

ผิดหวังซึ่งจำเป็น[เพลง]ที่เก่งจัดๆในสาย

1:03

งานตัวเองฮะ inredient สำคัญที่สุดคือ

1:07

ศรัทธากับความอึด 2 สิ่งคุณมี 2 สิ่งนี้

1:10

ไม่มีแชionไม่มี motivation คุณก็รอด

1:23

เรามีหนังสือใหม่แล้วนะสั่งซื้อได้ที่

1:25

ลิงก์ด้านล่างเลย

1:28

สวัสดีค่ะ

1:29

>> สวัสดีครับเจอกันอีกแล้ว

1:30

>> เจอกันอีกแล้วค่ะแล้วก็วันนี้อุ๊ย

1:32

ดอกเตอร์มาตามสัญญา

1:33

>> มาตามสัญญา

1:34

>> ใช่เพราะว่าถ้าใครที่ติดตามเกลาเนาะ

1:36

ดอกเตอร์เคยมาออกเกลาแก้โรคไปละ 1 EP

1:38

แล้วเราก็มีการสัญญากันนิดหน่อยไว้ท้าย

1:40

คลิปว่าเดี๋ยวจะชวนดอกเตอร์มาออก

1:42

อินเทอร์วิวแล้ววันนี้ดอกเตอร์ก็มาแล้วนะ

1:44

คะต้องขอขอบคุณมากๆ

1:46

>> โหขอบคุณรายการเช่นกันที่ให้เกียรติ

1:48

>> ค่ะแล้วก็คือเนื้อหาที่เราจะคุยกันวัน

1:50

เนี้แพนด้าว่ามีประโยชน์กับหลายๆคนแน่นอน

1:52

เพราะว่าดอกเตอร์เป็นนักพัฒนาศักยภาพ

1:55

มนุษย์โหวันนี้เนี่ยเราจะต้องมาเจอกันว่า

1:57

คำว่าศักยภาพภาพคืออะไรแล้วมาเข้าใจตัว

2:00

เองกันมากขึ้นแล้วก็อาจจะได้ได้ฮิ้นบาง

2:02

อย่างค้นหาตัวเองกันได้แต่ก่อนอื่นแฟน

2:05

อยากถามดอกเตอร์ก่อนว่าถ้ามาช่องเกลาเกลา

2:07

นิสัยอันตรายเนี่ยค่ะดอกเตอร์ว่าคำว่า

2:10

นิสัยในมุมมองของดอกเตอร์เนี่ยหมายความ

2:12

ว่าอะไรคะ

2:13

>> คือนิสัยหรือ habit เถ้ามองในแง่ของการ

2:18

แยกประเภทนิสัยเนี่ยมันมองได้เยอะมากนะ

2:20

>> อือ

2:21

>> เพราะมันจะเค้าเรียกว่าอะไรอ่ะมันจะอยู่

2:23

คู่กับบุิกภาพ

2:24

>> ค่ะ

2:24

>> ใช่มั้ครับ personality กับนิสัยนะสมมุติ

2:26

ว่าเรามีบุคลิกภาพที่เป็น introvert นะ

2:29

เป็นคนไม่ค่อยชอบเข้าสังคมนิสัยก็จะแบบ

2:32

นึงก็จะอยู่กับตัวเองเยอะแต่ถ้าเราเป็นคน

2:34

extrovert เป็นคนชอบเข้าสังคมนิสัยก็จะ

2:37

เป็นอีกแบบก็คือชอบไปพบปะผู้คนชอบทำงาน

2:42

เป็นกลุ่ม

2:43

>> อื

2:43

>> ชอบเรียนรู้เป็นกลุ่มอะไรอย่างเงี้ยเพราะ

2:45

ฉะนั้นนิสัยเนี่ยมันจะเคียงคู่กับภาพนี่

2:49

ในส่วนของที่เ้าเรียกว่าเป็น nature นะ

2:52

คือธรรมชาติที่มากับ DNA เรา

2:54

>> ค่ะ

2:55

>> ส่วนในส่วนของสิ่งแวดล้อมการอบรมเลี้ยงดู

2:58

แล้วก็สิ่งแวดล้อมที่เราอยู่มันก็สามารถ

3:00

พัฒนานิสัยเราไปทั้งแง่บวกและแง่ลบได้

3:05

นิสัยแง่บวกก็คือขยันเอาการเอางานเป็นคน

3:09

อดทนใช่มั้ฮะนิสัยด้านลบก็คือขี้โกรธขี้

3:12

กังวลอะไรอย่างเงี้ยเพราะงั้นนิสัยเนี่ย

3:14

Habit หรือ Habit formation เนี่ยมัน

3:16

เกิดได้ทั้งธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแต่มัน

3:19

จะเคียงคู่กับภูริกภาพเสมอ

3:21

>> อือค่ะแล้วมันเป็นไปได้มั้คะว่าศักยภาพ

3:25

ของคนเราเนี่ยอาจจะถูกกำหนดด้วยนิสัยไว้

3:28

แล้ว

3:29

>> ใช่

3:29

>> ออ

3:30

>> คือศาสตร์เรื่องของ potentiality ใน

3:33

ศักยภาพเนี่ยมันมีมาตั้งแต่ปี 60 ละ

3:37

>> ค่ะ

3:37

>> ยาวนานมากนะแล้วเศึกษาแพทเทิร์นของบุคลิก

3:42

นิสัยคนก็คือนิสัยกับบุคลิกมันตีคู่กัน

3:45

เนาะมันเป็นคู่เทียบ

3:46

>> บุคลิกแบบนี้ก็จะมีนิสัยแบบนี้เเรียกว่า

3:50

ก็คือแก้ไม่ได้แต่มีนิสัยที่แก้ได้ที่เรา

3:52

คุยกันเช่นความขยันความอึด resilience

3:56

หรือการโฟกัสหรือการเป็นคนมี growth

3:59

mindset มี mindset ที่พร้อมจะปรับปรุง

4:02

ตัวเองและโตอันนี้จะเป็นสิ่งที่เราเทรน

4:04

ได้เพราะงั้นมันมีในส่วนที่เขาบอกว่ามา

4:07

ตั้งแต่เกิดเป็นเทรดเป็นส่วนที่เขาบอกว่า

4:10

เทรนได้มี 2 ส่วน

4:12

>> อืก่อนที่เราจะไปคุยเจาะลึกกันมากขึ้น

4:15

เนาะเพราะอยากให้ดร. define คำว่าศักยภาพ

4:18

ในมุมมองของนักพัฒนาศักยภาพ

4:20

[เสียงหัวเราะ]นะคะจริงๆคำนี้หมายความว่า

4:22

อะไร

4:22

>> ขอขอเบรคเป็น 3 คำดีกว่า

4:24

>> อ

4:25

>> คือเวลาเราเข้าใจคำเนี้ยปกติที่ฟังมานะคน

4:30

ส่วนใหญ่จะไปมองในเรื่องของสมรรถนะ

4:32

>> อื

4:32

>> อ่ะอย่างเช่นสมมุติว่าศักยภาพในการวิ่ง

4:35

เงี้ย

4:36

>> อย่างวิ่ง 100 มตรเนี่ยเบิร์น 1 ของโลก

4:38

อาจจะวิ่งได้[เพลง] 9.8 วินาทีหรือ 9.5

4:42

75 จำไม่ได้นะ World Record แต่คนจะ

4:44

วิ่งได้ 13 วินาทีสมรรถนะเราไม่มีทางหรอก

4:47

คนวิ่งได้ 13 จะไปวิ่งได้ 9.5 แล้วแล้ว

4:50

recอร์ใช่ป่ะเอาจจะขยับมาได้ 12.8.7 7

4:54

แต่นั่นคือสมรรถนะมันจะมีขีดจำกัดพอพูด

4:56

เรื่องสมรรถนะเนี่ยมันก็คือเรื่องพวกนี้

4:59

คือเรื่องของว่าเราขีดขีดสุดเราไปอยู่ตรง

5:03

ไหนในเรื่องหนึ่งเรื่องวิ่งเรื่องออก

5:06

กำลังกายเรื่องอะไรก็ตามแต่ว่าในส่วนที่

5:09

มันไม่มีขีดจำกัดเนี่ยมันจะเป็นเรื่องของ

5:12

ใช้คำว่าแล้วกัน[เสียงกระแอม]อีแรกก็คือ

5:15

experience human experience ศักยภาพ

5:18

เนี่ยมันเกี่ยวข้องกับการที่เราเอา

5:22

ประสบการณ์ทบประสบการณ์ในชีวิตเนี่ย

5:24

มาเรียนรู้ต่อยอดนะครับนั่นคือเราต้องคัด

5:28

สรรคัดกรอง curate human experience

5:30

นั่นคือตัว e ใช้คำว่า ego เนอันที่ 2

5:33

คือ growth growth เนี่ยมันคือ human

5:37

pain ตัวแรกจะเป็นมันจะเป็น human

5:39

experience ประสบการณ์มนุษย์

5:40

>> ตัวที่ 2 จะเป็น human pain ความเจ็บปวด

5:42

ของของมนุษย์เราทุกคนโตขึ้นมีศักยภาพขึ้น

5:46

จากความเจ็บปวดด้วยเมื่อเราบริหารความ

5:49

เจ็บปวดเป็นมันจะกลายเป็นพลังงานมันจะ

5:51

กลายเป็นความแข็งแรงแงกลายเป็น strength

5:54

โดยเฉพาะ strength of character เราจะ

5:56

มีบุคลิกนิสัยที่แข็งแรงในการสู้กับทุก

5:59

สิ่งอันนี้ก็คือตัวที่ 2 ตัว G คือ GR

6:02

ที่เกิดมาจาก Pain การบริหารความเจ็บปวด

6:04

การอันแรกคือบริหารประสบการณ์อันที่ 2

6:07

บริหารความเจ็บปวดในชีวิตอันที่ 3 ตัว O

6:09

คือologyคือบริหารพัฒนาการของตัวเราตาม

6:14

ช่วงวัยเพราะเรามีบทบาทไม่เหมือนกันเนาะ

6:16

บางคนแต่งงานก็ต้องเป็นสามีเป็นภรรยาบาง

6:19

คนทำธุรกิจStartอก็ต้องผันตัวเป็น prene

6:23

จากไปก่อนเป็นพนักงานออฟฟิศปกติอะไรเงี้ย

6:25

ซึ่งแต่ละบทบาทหน้าที่นะครับมันคือช่วง

6:28

ที่เราจะต้อง develop นี่คือเรื่องของ

6:32

human development แล้วคือการพัฒนาตัว

6:34

ให้เป็นเวอร์ชั่นที่ดีขึ้นเพื่อจะฟิตกับ

6:36

บทบาทหน้าที่ใหม่หรือพ่อแม่ที่ลูกออกจาก

6:41

รังไปแล้วแล้วไม่เหลือลูกแล้วบทบาทพ่อแม่

6:44

ไม่มีแล้วกลับมาเหลือแต่สามีภรรยาก็ต้อง

6:47

บริหารศักยภาพตรงนั้นว่าเราจะกลับมาเป็น

6:50

สามีภรรยากันอย่างไรครั้งที่ลืมบทบาทนี้

6:52

ไปนานมากแล้ว

6:53

>> อื

6:54

>> เพราะฉะนั้นเนี่ยเราต้องบริหาร EG Ego

6:57

คือ Experience Growth กับ Onthology

7:00

บริหารประสบการณ์บริหารความเจ็บปวดแล้วก็

7:03

บริหารการเติบโตตามช่วงวัยเพราะบทบาทหน้า

7:07

ที่เปลี่ยน

7:08

>> อื EGO อันนี้คือเป็นเ้าเรียกว่าแยกให้

7:12

เห็นภาพชัดๆของคำว่าศักยภาพที่เป็นความ

7:14

หมายจริงๆของศักยภาพ

7:16

>> ใช่อันนี้คือการรวบรวมจากงานวิจัย

7:19

>> ค่ะ

7:19

>> ของของพี่เองเพราะเนี้ย

7:21

>> ค่ะ

7:22

>> 10 คน

7:23

>> เข้าใจ

7:24

>> 10 อย่างบางคนพูดเป็นเรื่องสมะบางคนพูด

7:27

เป็นเรื่องประสบการณ์บางคนพูดเป็นการ

7:29

บริหารความเจ็บปวด

7:31

>> อื

7:31

>> Pychology หรือ clinical psychology

7:33

แล้วบางคนก็พูดเป็นเรื่องของพัฒนาการตาม

7:37

ช่วงวัยบทบาทหน้าที่ที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะ

7:40

Career Development เพราะงั้นสำหรับพี่

7:42

พี่บอกมันคืออีโก้ทั้งหมดอ่ะ

7:43

>> อื

7:44

>> มันคืออีโก้เราที่มีทั้งประสบการณ์ความ

7:46

เจ็บปวดชีวิตมันมีความเจ็บปวดด้วยเนาะ

7:49

แล้วก็พัฒนาการ

7:50

>> อือฮึโอเคโอเคตอนนี้เข้าใจแล้วเนาะว่า

7:52

สมรรถนะกับศักยภาพคนละอย่างกันแปลว่ามัน

7:55

ก็อาจจะตอบคำถามได้ว่าจริงๆแล้วศักยภาพ

7:58

ของคนเราอ่ะมันไม่ได้มีขีดจำกัดเพราะมัน

8:01

ต้อง develop อยู่เรื่อยๆ

8:02

>> ถ้าสมรรถนะเป็นไปได้มีกิจกัด

8:04

>> สมมุติวิ่งอ่ะฮะยังไงผมวิ่งไม่ได้ 9.5 5

8:07

>> อือฮึ

8:08

>> ถ้าเป็นสมรรถนะเนี่ยในหลายเรื่องมีจำกัด

8:10

>> ค่ะ

8:11

>> เราอาจจะต้องยอมรับเลยว่าสมมุติสมมุติว่า

8:14

เรามีลูกแล้วบังคับลูกให้เต้นบัเลย์แต่

8:17

ลูกเต้นบัลเล่์ยังไงก็ก็ไม่ได้หรือบังคับ

8:19

ให้ร้องเพลงเงี้ยยังไงก็ร้องเพียรอ

8:21

>> อื

8:22

>> สมรรถนะมันไม่ไปจริงๆอ่ะ

8:23

>> ค่ะ

8:24

>> เพราะฉะนั้นเนี่ยถ้าเป็นเรื่องสมรรถนะเรา

8:26

ต้องเจียมตัวนิดนึงบางเรื่องมันไม่ได้

8:28

จริงๆถ้าร้องเพลงไม่เพราะพยายามยังไงมัน

8:30

ก็อาจจะไปได้ประมาณ 10-20% นะแต่ถ้าเป็น

8:33

เรื่องที่ว่าเนี่ยเรื่องประสบการณ์การ

8:36

บริหารความเจ็บป่วแล้วก็พัฒนาบทบาทหน้า

8:39

ที่อันเนี้ค่อนข้างไม่มีกิจจำกัด

8:41

>> โอเคตอนนี้พ้าเห็นบางอย่างคือมันมีเรื่อง

8:43

ของความสามารถอ่ะถ้ากำลังมองว่าเวลาที่

8:46

เราอยากจะพัฒนาตัวเองเนาะ

8:48

>> อย่างเมื่อกี้ดอกเตอร์แนะนำยกตัวอย่าง

8:50

ขึ้นมาคือเรื่องของร้องเพลง

8:51

>> ใช่

8:52

>> เราก็จะเคยได้ยินว่าเฮ้ยคนเรามันฝึกได้

8:55

[เสียงหัวเราะ]ศักยภาพของคนเรามันพัฒนา

8:56

ได้แต่ว่ามันต้องแยกเหมือนกันใช่มั้คะ

8:59

ความสามารถ

9:00

>> พี่มีเพื่อนนะที่ที่เา้าอยากร้องเพลง

9:03

เพราะ

9:03

>> ค่ะ

9:03

>> แต่ยังไงก็ร้องเพี้ยน

9:05

>> อื

9:05

>> มันถึงขนาดเค้าแบบเรียนเป็น 100 ชั่วโมง

9:08

อ่ะแล้วมาลองให้เราฟังเราต้องบอกเลยว่า

9:11

ชอบความพยายามนะ

9:12

>> แต่อาจจะพอเหอะ

9:15

ก็อาจจะยังอาจจะยัง

9:17

>> คืออย่างงี้คือว่าเอางี้แม้แต่แพนด้ากับ

9:20

พี่อ่ะครับ

9:21

>> มันไม่ใช่ทุกคนจะเป็นพิธีกรได้นะ

9:23

>> ใช่มั้มันไม่ใช่ทุกคนในโลกที่จะเป็นได้

9:26

แต่ถามว่าเราทุกคนโดนบังคับให้พูดในที่

9:30

สาธารณะเป็นไปได้แต่มันต้องวางแผนเยอะมาก

9:33

บางคนบางทีต้องวางแผนเป็นแบบครึ่งวัน

9:35

คล่อนวันกว่าจะพูดได้ 10-20 นาทีนะแต่บาง

9:38

คนเนี่ยโอ้โหไม่ต้องวางแผนเลยพูดต่อยหอย

9:40

ได้หลายชั่วโมงแล้วคนก็นั่งฟังแบบไม่ไป

9:42

ไหนด้วยอันเนี้ยมันคือสมถนะเหมือนกัน

9:44

>> เพราะงั้นเพราะงั้นเราต้องแยกให้ได้ว่า

9:47

บางเรื่องเราก็มีสมรรถนะจำกัดแต่ถ้าเป็น

9:49

เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับสมรถนะอันนี้ไม่

9:51

จำกัด

9:52

>> อือ

9:52

>> เช่นการบริหารความเจ็บปวดทุกคนบริหารได้

9:55

ไม่จำกัดแล้วหลายคนพอบริหารได้หลายเรื่อง

9:58

ชีวิตก็พุ่งเยอะเพราะไม่ค่อยกลัวอะไรละ

10:01

แต่บางคนกล้าบริหารแค่เรื่องเดียวถามว่า

10:03

มันขีดจำกัดมั้ยไม่หรอกเบริหารได้อีกแต่เ

10:06

ขอเอ่ะเเเเเเไปได้ช้ากว่าคนอื่น

10:09

>> อือ

10:10

>> อาจจะเป็นเพราะเาขี้กลัวกว่าหรือบุกลิ

10:12

นิสัยไม่ไป

10:13

>> ค่ะ

10:13

>> อืทีนี้อยากถามดอกเตอร์ว่าแล้วเราจะมี

10:17

วิธีการเหมือนจะมาเค้าเรียกแครกตัวเองยัง

10:20

ไงว่าโอเคเรามีศักยภาพอ่ะเรื่องเนี้ยเรา

10:23

คิดว่าเราน่าจะพัฒนาได้น่าจะศักยภาพไปอีก

10:25

ได้กับเรื่องเนี้ยเราคิดว่ามันคงติดที่

10:28

สมรรถนะจริงๆแล้วคือมันจะได้ไม่เป็นข้อ

10:30

อ้างให้กับตัวเองอ่ะค่ะ

10:31

>> พอดีพี่ทำ assessment นึงนะซึ่งเทำวิจัย

10:35

เรื่องนิสัยโดยเฉพาะเลยเราจะแบ่งนิสัย

10:38

เนี่ยเป็น Spectrum นะด้านซ้ายสุดเขา

10:41

เรียกว่า Plan Behavior Plan Behavior

10:43

ก็คือถ้าไม่วางแผนไม่มีทางทำได้อีกด้าน

10:47

หนึ่งก็คือ radical behavior ก็คือไม่ทำ

10:50

ไม่ได้ไปที่ไหนเนี่ยจะต้องทำให้ได้เพราะ

10:53

ว่าเป็นสิ่งที่มีความสุขมากๆแล้วก็เป็น

10:55

ธรรมชาติเลยอย่างสมมุติว่าคนนึงเป็นนัก

10:58

แก้ปัญหานะไปที่ไหนเนี่ยอดช่วยแก้ปัญหา

11:01

ให้เขาไม่ได้อ่ะถ้าไม่ยอมให้แก้ปัญหา

11:03

ปัญหาจะหงุดหงิดมากเลยคือให้เจอปัญหาฉัน

11:06

ขอเป็นคนเข้าไปแก้ก่อน

11:08

>> แต่บางคนการแก้ปัญหาเป็นplanน behavior

11:10

ก็คือไม่ยุ่งได้จะดีมากเลยอ่ะคืออันนี้

11:14

หมายถึงว่าการเข้าไปแก้วิกฤตปัญหาวิกฤตนะ

11:17

บางคนทำได้เลยบางคนต้องนั่งวางแผนเป็นวัน

11:20

กว่าจะเข้าไปทำได้เพราะั้นเนี่ยก็เป็น

11:22

เรื่องสมรถนะเหมือนกันบางคนรู้เลยว่าบาง

11:26

คนมีความเก่งในเรื่องของการสืบสวนสอบสวน

11:29

ไปถึงจุดปุ๊บเนี่ยสามารถแป๊บเดียวรู้เลย

11:32

ว่าคนเนี้ยไปทำอะไรมาแล้วต่อไปจะทำอะไร

11:36

แต่คนน่ะเรื่องพวกนี้ไม่ถนัดเลยแต่เป็นคน

11:38

อ่านความรู้สึกคนเก่งไอ้คนสืบเก่งอ่าน

11:41

ความรู้สึกคนไม่เก่งไอ้คนอ่านความรู้สึก

11:43

คนเก่งสืบไม่เก่งก็ต้องมาร่วมกันเพราะว่า

11:47

คนเนี้ยอ่านความรู้สึกเนี่ยต้องวางแผนอีก

11:50

คนนึงอ่านความรู้สึกทำได้เลย

11:53

>> อีกคนนึงสืบสวนต้องวางแผนอีกคนนึงสืบสวน

11:55

ทำได้เลยอันเนี้ยเขาเรียกว่าเป็นสปectrum

11:59

ของนิสัยถ้านิสัยใดก็ตามที่เรามีสวรรทั

12:03

จำกัดเนี่ยเราจะรู้เลยว่าถ้าเราจะทำสิ่ง

12:05

นั้นน่ะต้องวางแผนนานกว่าชาวบ้าน

12:07

>> อืมันก็จะรู้ตัวอยู่

12:08

>> เค้าเรียกว่า plan behavior

12:10

>> แต่ถ้าคนนั้นบอกโอ๊ยเรื่องนี้เหรอเดี๋ยว

12:13

ทำเลยไม่ต้องวางแผนไม่ต้องคิดเยอะ

12:15

>> ลุยได้เลย

12:16

>> อันเนี้ยคือ intense หรือ radical

12:18

behavior ก็คือเป็นสิ่งที่อยู่ใน DNA

12:21

อยู่แล้ว

12:22

>> เพราะฉะนะเขาจะไปได้ไกลกว่า

12:24

>> อ

12:24

>> คนที่ต้องวางแผนใช่

12:26

>> อืค่ะ[เสียงกระแอม]

12:32

>> สมมุติเอาเอาเรื่องร้องเพลงเรื่องร้อง

12:34

เพลงเนี่ยเป็นสมถนะทุกคนไม่มีใครเป็น

12:37

ฮิวstตันถ้าพี่บอกว่าพี่จะต้องเป็น

12:39

hฮิstตันให้ได้แต่สมรรถนะพี่ไปไม่ถึงยัง

12:41

ไงก็เป็นไม่ได้พี่ก็ไม่สามารถจะ hitte

12:45

หรือแม้แต่ฮิตโนตก็จะไม่เพราะเท่าเขา

12:48

>> อ่า

12:48

>> แม้วางแผนอาจจะทำได้ครึ่งนึงต่อไปไม่วาง

12:53

แผนก็อาจจะทำไม่ได้เลยอะไรอย่างเงี้ย

12:54

เพราะฉะนั้นตรงเนี้ยแม้เรามีศักยภาพใน

12:58

เรื่องอื่นนะเช่นเราร้องเพลงแบบhฮสตันไม่

13:02

ได้เราฮิต High Note ไม่ได้แต่เราร้อง

13:06

เพลงเสียงหลบพอได้ศักยภาพมันก็จะเข้ามาใน

13:09

ส่วนที่เกี่ยวข้องกับว่าเราจะจัดการยังไง

13:12

ให้คนฟังเนี่ยยังฟังเราได้แม้สมรรถนะเรา

13:15

ไม่ถึง

13:16

>> แต่ศักยภาพอาจจะเป็นเตอร์taนเก่งร้องไม่

13:19

ค่อยเพราะแต่ร้องถูกขี่ได้แต่ให้เพราะ

13:22

แบบนีย์สมรรถนะไปไม่ถึงก็ใช้ศักยภาพ

13:25

เรื่องอื่นเข้ามาเสริมแทน

13:27

>> เพราะฉะนั้นสมรรถนะเนี่ยในบางเรื่องอ่ะ

13:29

ที่เรามีขีดจำกัดนะฮะในเรื่องอื่นเราใช้

13:32

ศักยภาพเข้ามาเสริมได้เช่นเราเป็น

13:34

เตอร์เทน

13:35

>> ค่ะ

13:36

>> เช่นเราตลกเราเอาความตลกมากลบเสียงที่ไม่

13:40

ค่อยเพราะคนก็ตั้งใจฟังเราได้เหมือนกัน

13:43

>> อืโอเคเข้าใจแล้วคืออันนี้คือแบบว่าเป็น

13:46

การเหมือน custom แต่ละบุคคลเลยเนาะว่า

13:48

เ้ยสมมุติเราอยากไปทางนี้มากอยากเป็นนัก

13:50

ร้องมากเลยอ่ะแต่ก็รู้แล้วว่าสมรรถนะเรา

13:52

คงไปถึงไอดอลเราไม่ได้

13:54

>> จุดสูงสุดไม่ได้

13:55

>> สมมุติว่าแครี่hสonอะไรอย่างเงี้ยหรือคน

13:59

ไทยมีใครอ่ะเพียวอะไรเงี้ยคือมันก็จะไป

14:02

ได้ในระดับที่แบบเหว้าวเลยอ่ะใช่มคือเเเ

14:06

ฮิตอ

14:07

>> every high notes

14:08

>> ค่ะ

14:08

>> แต่ว่าอีกคนอาจจะเป็น entertainer ซึ่ง

14:12

แม้เขาร้องไม่เพราะเท่าแต่ความเป็น

14:14

entเตอร์นเนอร์ก็ทำให้คนตั้งใจฟังเขาไม่

14:17

แพ้

14:17

>> อื

14:18

>> อย่างเงี้ยมันก็เราก็เอาศักยภาพเรื่อง

14:20

อื่นมาเสริมสมรรถนะที่จำกัดได้

14:23

>> อืได้ทริกเหมือนกันว่าอาจจะลองไปสังเกต

14:26

ตัวเองกันได้ว่าณตอนนี้เราทำอะไรอยู่แล้ว

14:28

เรามีความสามารถอยู่ประมาณไหนแล้วเรารู้

14:31

สึกว่าเอ้ยเราอยากไปถึงตรงนั้นแต่บางที

14:34

มันพยายามมากๆแล้วมันมันตอบคำถามบางอย่าง

14:36

ได้จริงๆนะคะว่าบางคนน่ะเขาพยายามมากเลย

14:38

นะพยายามที่จะฝึกฝนพยายามทุกอย่างแต่ว่า

14:41

มันไปไม่ถึงสักทีนี้ก็อาจจะเหมือนที่

14:44

ดอกเตอร์บอกว่าอาจจะต้องดึงศักยภาพบาง

14:46

อย่างที่เรามีเอามาแมตชแล้วมันก็จะกลาย

14:49

เป็นเกิดสิ่งใหม่เกิดตัวตนของเราใหม่

14:52

>> ใช่

14:52

>> อื

14:53

>> แล้วหลายครั้งเวลาช่วยพ่อแม่ลูกอ่ะครับ

14:56

บางทีพ่อแม่พ่อแม่เป็นนักวิชาการเนาะแต่

14:59

ลูกไม่ได้เป็นนักวิชาการพ่อแม่เป็นหมอหมอ

15:00

ฮะ

15:01

>> อือ

15:02

>> แล้วมีลูก 3-4 คนแล้วทุกคนเป็นหมอหมดแต่

15:05

คนสุดท้ายเป็นศิลปิน

15:06

>> อือ

15:06

>> แต่ที่บ้านบังคับให้เป็นหมอสมรรถนะก็ไม่

15:09

ได้ไงแต่ถ้าให้เขาเป็นอารทิสให้เขาไป

15:13

เรียนวาดรูปคนที่เหลือสู้เไม่ได้ถามว่า

15:17

บางทีอ่ะแนวโน้มทุกคนเป็นหมอกันหมดอ่ะ

15:19

น้องคนนี้อาจจะฆ่าสมรรถนะตัวเองนะเพื่อ

15:21

อยากที่จะฟิตกับโมของครอบครัวเยอะมากนัก

15:25

แล้วหลายคนน่ะพอเข้าไปเรียนหมอบางคนแทบ

15:28

ฆ่าตัวตายพอเ้าเไม่มีสมรรถนะไงเมีสมรถนะ

15:32

เรื่องอื่นแม้เอาสิ่งอื่นเข้ามาถัวมันก็

15:35

ยังไปไม่ถึงเพราะเไปสายศิลปะ

15:39

>> ค่ะ

15:39

>> เไม่ได้ไปสายวิทยเพราะงั้นสมรรถนะก็สำคัญ

15:41

นะแต่ว่าเหมือนที่ที่พูดแล้วคือพี่อ่ะ

15:45

เข้าใจว่าเมื่อแพนด้าพูดสิ่งเนี้ยมัน

15:47

เหมือนกับว่าแพนด้าอยากที่จะเอามาเบนใช่

15:50

มั้

15:50

>> ออ

15:51

>> แต่ว่าหลายกรณีอ่ะ

15:53

>> ค่ะ

15:53

>> อันนี้ที่พี่เห็นนะหลายกรณีบางเรื่องอ่ะ

15:57

เราก็อาจจะต้องกิฟ up

15:58

>> ยอมแพ้ยอมแพ้เช่นอย่างของพี่เงี้ยพี่

16:01

สมมุติว่าพี่อยากเป็นนักร้องโอเสมมตินะ

16:04

>> อื

16:04

>> อยากเป็นนักร้องอเบ่า

16:06

>> เพราะว่า

16:07

>> เห็นไอดอลแล้วเราอยากแต่จริงๆอ่ะเราเรา

16:11

ถนัดร้องลูกทุ่งเราร้องโอเว่าไม่ได้ถึง

16:14

จุดนึงมันก็ต้องแบบโอหน้องร้องลูกทุ่ง

16:17

>> เอาคำว่าต้องยอมรับตัวเองเหมือนกัน

16:19

>> ใช่เพราะว่าสมรรถนะมันคือtrทรคไง

16:21

>> ค่ะ

16:22

>> บางทีบางแทรคมันก็ไม่ใช่นี้อยากให้กำลัง

16:24

ใจน้องๆว่าบางทีอ่ะเราเราเลือกสายวิชา

16:29

เราเลือกคณะแล้วพอเข้าไปแล้วเรารู้แล้ว

16:31

ว่าเราไม่ได้เลือกเพราะสมรรถนะเราเลือก

16:34

เพราะเราเลียนแบบคนอื่นแล้วมันไม่ผิดที่

16:37

จะกลับมาเริ่มใหม่มันไม่ใช่ว่าเราแพ้แต่

16:39

มันแค่เราผิดรักแล้วเดี๋ยวจะค่อยเอา

16:42

ศักยภาพมาเสริมสมรรถนะเพราะว่าพี่ว่ามัน

16:45

ตีคู่กันน่ะทั้งตั้งทั้ง 2 เรื่องใช่

16:48

>> อือแต่ว่าสำคัญคือต้องรู้ก่อนว่าเรามี

16:50

สมรรถนะในเรื่องไหนน้อยเรื่องไหนมีเยอะ

16:53

>> มากใช่

16:54

>> ศักยภาพเป็นเรื่องภาพรวมมากกว่า

16:56

>> แล้วมนุษย์ทุกคนน่ะค่ะพัฒนาพัฒนาได้จริง

16:59

มั้คะดอกเตอร์หรือว่ามันมีคนบางประเภทที่

17:02

พัฒนาได้ยากจริงๆนะ

17:04

>> คือมนุษย์ทุกคนเนี่ยพัฒนาได้อยู่แล้ว

17:07

เพราะว่าใน DNA เราอ่ะเราทุกคนมีความเก่ง

17:11

แต่เอางี้อันนั้นเก่งเนี่ยคือเรามี

17:14

สมรรถนะเรื่องไหนเนี่ยมันต้องหาถูกป่ะ

17:16

>> ค่ะ

17:16

>> แต่การหานั่นคือศักยภาพ

17:19

>> อ

17:19

>> ศักยภาพมันถึงมีอยู่ 6 ด้านในการจัด

17:22

ประเภทนะ

17:22

>> ค่ะ

17:23

>> ด้านแรกก็เรียกว่า Self management หา

17:25

ตัวเองให้เจอว่าเรามีสมรรถนะเรื่องอะไร

17:27

จริงร้องเพลงร้องเพลงแบบไหนลูกทุ่งลูก

17:30

ปรุงสากลจาโ่าเราเราไปทางไหนได้ไกลที่สุด

17:35

สมรรถนะเราขีดจำกัดที่มันสูงที่สุดอ่ะ

17:38

อยู่ใน range ตรงไหนใช่มนั่นคือตัว s ก็

17:42

คือ self management การจัดการหาตัวเอง

17:44

การจัดการตัวเองอันที่ 2 ก็คือ high

17:47

order thinking ก็คือการคิดวิเคราะห์

17:49

แยกแยะเพราะว่าเมื่อหาตัวเองแล้วเนี่ยก็

17:52

ต้องมาวิเคราะห์แยกแยะแยกประเภทต่อไปก็

17:54

คือ communication ต้องสื่อสารเป็นด้วย

17:56

บางเราไปเอาโอกาสจากคนน่ะมันก็ต้องสื่อ

17:59

สาร C ตัวต่อมาก็คือ Coexistant เราต้อง

18:03

รู้ว่าอยู่ถูกที่อยู่ถูกเวลาอยู่ถูกกลุ่ม

18:06

มันอยู่ตรงไหนการ coexist กับคนอื่นใช่

18:09

ไหมครับนอกจากนั้นก็คือเรื่องของความเข้า

18:12

ใจใน citizenship คือจิตสำนึก moral พวก

18:17

นี้จริยธรรมเพราะว่าเมื่อไปเมื่อเราไป

18:20

ร่วมงานกับใครอ่ะเราก็ต้องรู้ว่าเขาชอบ

18:22

อะไรไม่ชอบอะไรเพราะว่าเราต้องอยู่ด้วย

18:24

กันเพราะงั้นการที่เรามีจิตสำนึกมี

18:26

จริยธรรมทำมีความรับผิดชอบต่อคนอื่นมันก็

18:28

ทำให้เราน่ารักแล้วทำให้คนอยากช่วยเรา

18:30

เงี้ยเพราะฉะนั้นเรื่องพวกนี้มันคือ

18:31

ศักยภาพหมดเลย

18:33

>> อื

18:33

>> มันคือศักยภาพที่ร้องสมรรถนะถ้าเรามี

18:36

สมรรถนะคนไม่ให้โอกาสเราเงี้ยเรามี

18:38

สมรรถนะเราคิดวิเคราะห์แยกแยะไม่เป็นเรา

18:40

หลงตัวเองอย่างเงี้ย

18:42

>> อ๋อ

18:42

>> มันมันก็แย่ได้หมดเลยเพราะว่ามันเหมือน

18:44

กับสมรัทะเนี่ยมันคือแก่นในก็จริงแต่ว่า

18:47

เราต้องห้อมห้อมล้อมมันด้วยศักยภาพด้าน

18:51

อื่นๆเพื่อให้ไอ้สมรรถนะเนี้ยมันไปถูกทิศ

18:55

ถูกทาง

18:56

>> อืถูกเวลาถูกกลุ่มถูกคนแล้วเราต้องมีที่

18:59

ทำให้คนเขาอยากช่วยเราด้วยอันนี้ก็เป็น

19:02

เรื่องของตัวที่บอกตัว C ก็คือความเป็น

19:05

พลเมืองความเข้าใจว่าเราต้องอยู่ด้วยกัน

19:08

ในสังคมอ่ะ

19:09

>> อื

19:09

>> เราต้อง interdependent เราจะเอาแต่มั่น

19:12

ใจตัวเองอย่างเดียวก็ไม่ได้เราต้องมั่นใจ

19:14

คนอื่นเขาด้วยเราต้องมั่นใจในการร่วมงาน

19:17

กันด้วยอ่ะเราต้องศรัทธาคนอื่นด้วยไม่ใช่

19:19

แค่ศรัทธาในเราเงี้ย

19:20

>> ซึ่งเรื่องพวกเนี้ยมันจะช่วยสมรรถนะอีก

19:22

รอบนึง

19:23

>> อื

19:23

>> สมรรถนะโดยไม่มีศักยภาพบางทีก็กลายเป็น

19:28

สมรรถนะแฝง

19:29

>> ไม่ถูกใช้ออกมา

19:30

>> ไม่ถูกใช้

19:31

>> อือ

19:31

>> หรือมีแต่ไม่มีใครให้โอกาสไม่มีที่ปล่อย

19:34

ของ

19:35

>> ว่าคุณที่ฟังอยู่จะต้องมีบางคนที่รู้สึก

19:37

ว่าเค้าอ่ะรู้ตัวนะว่าลึกๆแล้วอ่ะเา้ามี

19:41

บางอย่างที่เขาอยากชายมากเลยอ่ะ

19:43

>> รู้เฮ้ยเราถ้าเราได้มีโอกาสทำสิ่งนี้มัน

19:45

น่าจะดีมากเลยเนาะมันเป็นไปได้มั้คะว่า

19:47

สิ่งที่เขารู้ตัวหรือสัญชาตญาณของเราบอก

19:49

มันอาจจะเป็นสมรรถนะบางอย่างที่แฝงอยู่

19:51

แต่ว่าเรายังไม่ได้มีศักยภาพรอบๆที่จะทำ

19:54

ให้สมรรถนะนั้นน่ะมันพุ่งหรือว่าเฉอฉาย

19:56

ออกมา

19:57

>> เป็นไปได้

19:58

>> ถ้าเราอยู่ผิดที่ผิดเวลาใช่มั้ยครับนั่น

20:02

ก็เป็นประเด็นนึงแล้วสมมุติว่า

20:04

>> มีหมอหลายคนนะ

20:05

>> ที่ขายของเก่งแต่คุณพ่อคุณแม่เนี่ยเป็น

20:09

หมอชนบทแล้วปลูกฝังให้อุทิศตนเขาก็อาจ

20:13

เลือกเป็นหมอชนบทหมอต่างจังหวัดเพราะเขา

20:16

อยากที่จะเลียนแบบจิตสำนึกคุณพ่อคุณแม่

20:19

เป็นเพราะคุณพ่อคุณแม่คือแม่แบบและคู่

20:20

เทียบแต่ความขายของเก่งมันก็ดรอเมนไปเลย

20:23

คือตายไปเลย

20:24

>> ค่ะ

20:25

>> เพราะว่ามันไม่ได้ใช้จนกระทั่งวันนึง

20:27

สมมุติว่าไปอยู่ในชนบทแล้วมันเห็นสินค้า

20:29

แล้วเริ่มเกิดไอเดียขึ้นมาว่าเออถ้าทำตรง

20:31

นี้ตรงนั้นแล้วเดี๋ไปออนไลน์เลยเดี๋พูด

20:33

แบบนี้มันจะขก็กลายเป็นเหมือนค้นพบตัวเอง

20:35

ขึ้นมาว่าโอ้โหนี่เราขายของเก่งกว่าเป็น

20:37

หมออีกแล้วก็ตกใจเฮ้ยเราตกลงเรามีความ

20:39

เป็นพ่อค้าแม่ค้ามากกว่าหมออีกแล้วเราก็

20:42

เริ่มช่วยชาวบ้านเนี่ยเอาของมาทำใหม่ขาย

20:46

ใหม่แล้วมันก็ขายได้ดีมากจนเปิดเป็น

20:48

ธุรกิจขึ้นมาจนกลายเป็นไปค้นพบว่าอ๋อนี่

20:51

สมรรถนะนะแต่จนกว่ามันจะถูกที่ถูกเวลาถูก

20:55

กลุ่มอ่ะเราถึงได้เห็นสมถนะบางทีอ่ะ

20:58

>> อ

20:58

>> เพราะเรามันอาจจะกลบด้วยศรัทธาหรือจิต

21:01

สำนึกหรือสิ่งที่ถูกปลูกฝังทำให้เราไม่

21:04

กล้าไม่กล้ามองสมรรถนะจริงของเราหรือ

21:07

จีวendเขาบอกว่าในตัวเราอ่ะมีถึง 4 ด้าน

21:10

น่ะด้านที่ open ใครๆก็เห็นเราก็เห็นด้าน

21:13

ที่ blind ก็คือเราไม่เห็นคนอื่นเห็นด้าน

21:17

ที่ซ่อน hidden เราเห็นอยู่คนเดียวไม่ยอม

21:20

ให้คนอื่นเห็นแล้วมีด้านที่ทั้งคนอื่น

21:22

ทั้งเราก็ไม่มีใครเห็นเพราะมันอยู่ผิดที่

21:25

ผิดเวลาก็คือสมรรถนะแฝง

21:27

>> อื

21:28

>> จนอยู่ๆวันนึงฟลุ๊กได้เห็นขึ้นมา

21:30

>> อื

21:31

>> โอ้โหเออมันสำคัญมากๆเหมือนกันนะคะที่คือ

21:35

มันเป็นเรื่องใหญ่อ่ะแพนด้าฟังเรารู้สึก

21:36

ว่ามันเป็นเรื่องใหญ่เพราะมันเกี่ยวกับ

21:39

การพัฒนาตัวเองพัฒนาสังคมพัฒนาประเทศชาติ

21:42

หมดเลยว่าเอ้ยถ้าเราได้ใช้สมรรถนะทำงาน

21:45

ถูกโร

21:46

>> ถูกสมรรถนะของเราและมีศักยภาพหลายๆอย่าง

21:49

ที่มันเอื้อให้สมรรถนะนั้นพุ่ง

21:51

>> โอมันคงจะเป็นสังคมที่แบบเจริญมากเลยอ่ะ

21:55

>> เจริญมากค่ะ

21:56

>> เพราะฉะนั้นเนี่ยเอ่อครูที่ที่ดีอ่ะครับ

21:59

ครูที่ดีเนี่ยควรทุกคนเลยต้องเป็นนัก

22:02

พัฒนาศักยภาพเพราะเราจะต้องอ่านสมรรถนะ

22:04

ของเด็ก

22:05

>> อื

22:05

>> ใช่มั้ยครับว่าถึงจุดนึงมันจะพอมองออกอ่ะ

22:08

เพราะว่าสิ่งที่เขาชอบทำซ้ำๆอ่ะเราจะ

22:11

เริ่มเห็นเอ๊ะเด็กคนเนี้ยชอบเลขมากเลยเออ

22:14

เด็กคนเนี้ยชอบวาดรูปมากเลยเออเดี๋นี้

22:17

ช่างคุยนะแล้วคุยปุ๊บนี่ทุกคนต้องเข้ามา

22:19

นั่งฟังก็คือเค้าเป็นนักสื่อสารน่ะเพราะ

22:22

งั้นครูที่เห็นมันก็จะเริ่มเอาพัฒนาสิ่ง

22:24

แวดล้อมให้ให้เอื้อต่อการที่สมรรถนะจะถูก

22:28

ดึงออกมาให้ถึงขีดสุดแล้วก็ช่วยเด็กบางที

22:32

ครูบางคนเนี่ยช่วยเยอะกว่าพ่อแม่อีกช่วย

22:34

เด็กอ่านสมรรถนาของตัวเองแล้วครูคนนั้นก็

22:37

กลายเป็นนักพัฒนาศักยภาพ

22:38

>> อืค่ะ

22:39

>> โดยไม่รู้ตัว

22:40

>> เมื่อกี้มีคำนึงที่ดอกเตอร์พูดถึงเรื่อง

22:42

คู่เทียบเดี๋แพนด้าขอต๊ะไว้ก่อนแพนด้าจะ

22:44

ถามแต่ว่าแพนด้าขอถามก่อนว่าจริงๆอย่าง

22:46

ดอกเตอร์เป็นนักพัฒนาศักยภาพ

22:48

>> ครับ

22:49

>> หน้าที่ของดอกเตอร์คืออะไรคะแล้วก็เมื่อ

22:51

ไหร่ที่คนเราควรตัดสินใจว่าเฮ้ยอยากมาหา

22:53

นักพัฒนาศักยภาพและ

22:55

>> คือหลังๆเนี่ยเปลี่ยนคำนี้เป็นนักพัฒนา

22:59

ประสบการณ์ชีวิตมนุษย์เพราะว่าคนไทยเข้า

23:02

ใจง่ายกว่าเพราะนี้พูดตรงๆเลยว่าเพราะลูก

23:04

ค้าที่มาเนี่ยคือเบอร์ 1 ในแต่ละเรื่อง

23:07

อยู่แล้วเพราะฉะนั้นเนี่ยถ้ามองในแง่

23:09

ศักยภาพก็ไปสุดแล้วอ่ะหลายคนเเป็นได้ได้

23:12

รางวัลด้านไฟแนนซ์ระดับเอเชียก็มีเงี้ย

23:14

บางคนเป็นซุเปอร์สตารอยู่แล้วเป็นศิลปิน

23:19

ดังอยู่แล้วเป็นหมอเก่งอยู่แล้วเป็นเจ้า

23:21

ของโรงพยาการเป็นผู้พิพากษาเป็นทนายเป็น

23:24

นักเคลื่อนไหวทางสังคมเบอร์บนอยู่แล้ว

23:25

อะไรเงี้ยเพราะงั้นเมื่อเขามาหาเรามันไม่

23:28

ใช่ศักยภาพแบบสมรรถนะในสิ่งที่เขารู้อยู่

23:32

แล้วซะทีเดียวแต่มันจะเป็นเรื่องนี้มันจะ

23:34

เป็นสิ่งที่เขาแก้ไม่ตกแล้วมักจะอยู่ใน 3

23:37

หมวดที่บอกเมื่อกี้เไปเจอประสบการณ์บาง

23:39

อย่างที่เขาแก้เองไม่ได้อย่างบางคนเนี่ย

23:41

เป็นเบอร์ 1 เลยเบอร์ 1 ด้านไฟแนนซ์แต่

23:44

อยู่หมดไฟขึ้นมาเฉยๆเงั้นนะแล้วก็ไม่รู้

23:46

ว่าหมดไฟเพราะอะไรมีประสบการณ์แปลกๆตื่น

23:49

ขึ้นมาแล้วไม่อยากทำอะไรเลยอันเนี้ยเ

23:52

เริ่มไปเองไม่ถูกแล้วเพราะมันไม่เกี่ยว

23:53

กับสมรถนะมันเกี่ยวกับว่ามันเป็นเรื่อง

23:56

ความเจ็บปวดในอดีตที่มันตามเข้ามาทัน

23:59

human pนใช่มแล้วเขาแก้เองไม่ได้อย่าง

24:01

บางคนเนี่ยเป็นเรื่องของการเปลี่ยนบทบาท

24:04

เท่านั้นเช่นต้องย้ายตามสามีทั้งที่ตัว

24:08

เองเป็น CEO อยู่ดีๆต้องย้ายตามสามีไป

24:10

แล้วกลายเป็นแม่บ้านเงี้ย

24:12

>> อือ

24:13

>> มันช็อกรับบทบาทใหม่ไม่ทัน[เสียงกระแอม]

24:15

แล้วก็มาหาเราเพราะว่ามันอยู่ใน Human

24:18

Development ตัว Outology คือบทบาทมัน

24:21

เปลี่ยนกันหรือบางคนเป็นเรื่องของ Pain

24:24

กับ experience ก็คือไปเจอประสบการณ์

24:27

เรื่องลูกซึ่งช็อกเช่นอยู่ลูกกีดแขนตัว

24:30

เองเงี้ยทั้งที่พ่อแม่รักลูกดีมากเลยเ

24:33

ประสบการณ์นี้ทำไงดีไปไม่ถูกทั้งที่ตัว

24:36

เองก็เป็นคนอยู่เบอร์บนในวงสังคมในด้าน

24:40

วิชาการอยู่แล้วเพราะฉะนั้นเนี่ยศักยภาพ

24:42

ไม่ใช่ปัญหาเขาศักยภาพสมรรถนะเฉพาะทางไม่

24:45

ใช่แต่เขาไปช่วยประสบการณ์ที่เขาจัดการ

24:48

ไม่ได้ลูกกรีดแขนด้วยอ

24:51

>> จัดการไม่ได้เรื่องพวกเฮะเขาจะมาแต่เขาจะ

24:54

มาเนี่ยเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านนั้นเช่นพ่อ

24:58

แม่ก็คือเข้าใจลูกที่นิสัยต่างจากเราว่า

25:02

การกรีดแคนของเขาเขาต้องการสื่อสารอะไร

25:05

ซึ่งพ่อแม่ไม่มีนิสัยที่จะเข้าใจได้ก็มา

25:08

หรือบางคนมาเพราะบทอยากจะเข้าใจบทบาทเว่า

25:11

เมื่อต้องพลิกบทบาทจะทำยังไงไม่ให้ซึม

25:13

เศร้าจะทำยังไงให้มันรับมือกับมันได้แล้ว

25:16

ไม่รู้สึกเสียดายงานเก่าที่ทิ้งมา

25:19

>> อือ

25:19

>> หรือบางคนก็คืออยู่คนที่รักตายกันเนี่ย

25:23

ความเจ็บปวดที่มันถาโถมความสิ้นดีๆแทบไม่

25:26

อยากอยู่จะดูแลตัวเองยังไงเราก็จะเข้ามา

25:29

เพราะฉะนั้นเนี่ยเลยตอนหลังเลยเปลี่ยนตัว

25:31

เองว่าเป็นนักพัฒนาประสบการณ์ชีวิตมนุษย์

25:33

เพราะว่าคนไทยเข้าใจง่ายกว่าเพราะศักยภาพ

25:36

คนไทยจะมองแค่ความสามารถคนไทยจะไม่มองว่า

25:39

มันคือการตีความประสบการณ์ว่ามันคือการ

25:41

จัดการบาดแผลว่ามันคือการรับมือกับการ

25:45

เปลี่ยนบทบาทขนาดนั้นด้วย

25:46

>> อื

25:46

>> ซึ่งเรื่องพวกเนี้ยเกิดกับชีวิตเรามาก

25:49

ความสำเร็จอีกความสำเร็จเป็นแค่ส่วนของ

25:51

ชีวิต

25:51

>> อืเพราะว่าเวลาที่ชีวิตเราดำเนินไปเป็น

25:54

กราฟเป็นเส้นยาวๆคือมันจะมีจุดแบบ Turning

25:57

Point

25:57

>> ใช่

25:58

>> หลายๆ Turning Point บิงโคเลยอยู่พูดคำ

26:00

นี้ใช่เลย Turning point

26:02

>> ชีวิตถึงจุดเปลี่ยนอ่ะแล้วเราไม่ได้

26:04

เตรียมรับมืออ่ะใครอ่ะเตรียมรับมือทุก

26:06

เรื่องคิดว่าถึงจุดเปลี่ยนแบบไม่เคยคิด

26:09

ว่าเฮ้ยมันเกิดกับเราได้ด้วยเหรอไอ้

26:11

เรื่องแบบเนี้ยควรจะมา

26:13

>> อืค่ะ

26:14

>> Turning point แพนเค้กใช้คำถูกมากเลย

26:17

จริงๆพี่คิดคำเนี้ยค่ะ

26:18

>> แต่ไม่ได้พูดพูดออกมา

26:19

>> เออเพราะว่ามันคือเหมือนกับทุกอย่างอ่ะ

26:23

ถ้าถ้าที่ดอกเตอร์บอกงานของดอกเตอร์คือคน

26:25

เก่งๆส่วนใหญ่เขาจัดการชีวิตเขาได้ในด้าน

26:27

ศักยภาพในด้านสมรรถนะต่างๆเขาจัดการได้

26:30

หมดแต่ว่ามันไปเจอเวลาดำเนินชีวิตมาทุก

26:33

อย่างมันอยู่ในแผนน่ะแต่ไอ้สิ่งเนี้ยมัน

26:35

ไม่ได้อยู่ในแผน

26:36

>> มันรอบแผน

26:36

>> ใช่

26:37

>> แล้วประสบการณ์ชีวิตเไม่พอแล้วเมาหาเรา

26:40

ว่าประสบการณ์แบบนี้มันคืออะไรดอกเตอร์

26:42

แล้วจะจัดการยังไงไปไม่ถูกแล้วถ้าถ้าไม่

26:46

รีบจัดการมันจะเกิดผลรุนแรงมากต่อสมาชิก

26:49

ในครอบครัว

26:50

>> อือ

26:50

>> หรือต่อความสัมพันธในบ้าน

26:52

>> เพราะว่า Turning Point หรือจุดเปลี่ยน

26:54

การเปลี่ยนแปลงในชีวิตอ่ะเหมือนมันเข้ามา

26:56

ฮิตทุกอย่างที่เราเคยสร้างไว้เข้ามาตี

26:58

ความสำเร็จทุกอย่างมันจะแบบมันจะไปต่อยัง

27:00

ไงมันมันจะแบบไม่มีความหมายไปเลยถ้า

27:03

สมมุติว่าชีวิตมันไปต่อไม่ได้เขาแก้ตรง

27:05

นั้นไม่ได้ว่าเขาจะผ่านจุดนี้ไปได้ยังไง

27:07

เนาะอันนี้ก็คือเป็นหน้าที่ที่ดอกเตอร์ทำ

27:09

>> แล้วหน้าที่เราจะแบ่งเป็น 3 ช่วงฮะ

27:11

>> ค่ะ

27:11

>> ช่วงแรกเ้าเรียกว่า prevention เเรียกว่า

27:14

เป็นช่วง design กับ discover ก็คือช่วง

27:16

ที่เราช่วยเซignครับประสบประสบการณ์เนะ

27:19

คุณจะต้องมองเรื่องนี้เรื่องนี้เรื่องนี้

27:21

มันจะมักจะมีแบบแผนหรือแพทเทิร์นแล้วก็จะ

27:23

ช่วยเขาดีไซน์แล้วก็ช่วยเขาหา discover

27:26

พอดีignเสร็จหาเสร็จจนหาเจอว่ามันเรื่อง

27:29

อะไรเขาต้องแก้เรื่องอะไรบ้างมันจะเข้า

27:32

สู่เฟสของ intervention ก็คือการเข้าไป

27:34

วิเคราะห์และร่วมมือกันพารทเnerอร์กันใน

27:37

การแก้ปัญหานั้นเสร็จแล้วก็จะเป็น follow

27:39

up การตามผลว่าเทำได้เสถียรม่วง

27:43

>> อืค่ะโอเคเข้าใจกันมากขึ้นแล้วว่าเอ้ย

27:46

เมื่อไหร่ที่เราควรจะมองหานักพัฒนา

27:49

ศักยภาพหรือว่านักบริหารประสบการณ์อะไรนะ

27:52

คะนักพัฒนาประสบการณ์

27:53

>> ชีวิต

27:53

>> อื

27:54

>> หลังๆฮะพี่จะเปลี่ยนคำเป็น Human

27:58

Experience Expert

27:59

>> อื

28:00

>> เพราะว่าพอเป็นพัฒนาศักยภาพอ่ะคนจะนึกว่า

28:03

เราอ่ะเอ่อช่วยคนให้มีความสามารถ

28:06

>> สามารถ

28:07

>> แต่จริงๆบอกงานใหญ่เราไม่ใช่อย่างงั้นงาน

28:09

ใหญ่เราคือช่วยคนเจอประสบการณ์ที่เขาเอา

28:13

ไม่อยู่ประสบการณ์อะไรก็ได้ที่เเอาไม่

28:15

อยู่เปลี่ยนบทบาทหน้าที่กันน่ะเจอความ

28:17

เจ็บปวดที่ตัวเองรับมือไม่ไหวหรือ

28:20

ประสบการณ์ของคนที่รักแล้วเราไม่รู้จะ

28:22

ช่วยเยังไง

28:23

>> อืบางทีไม่ใช่ปัญหาของเราด้วย

28:25

>> ใช่

28:25

>> อืค่ะโอเคขอกลับมาที่คู่เทียบแพนว่าสิ่ง

28:30

นี้จริงๆฟังผ่านได้แต่แต่แพนว่ามันมีผล

28:34

อย่างมากต่อการเติบโตของคนเราดร.อธิบาย

28:36

ให้ฟังได้มั้ยคะว่าคู่เทียบเนี่ยสำคัญยัง

28:38

ไงในการเติบโตอ่ะคะ

28:40

>> มนุษย์เนี่ยเรียนผ่านพ่อแบบแม่แบบเสมอ

28:43

>> ค่ะ

28:43

>> เราเอาตัวไปใกล้คนเก่งปุ๊บมันคือคู่เทียบ

28:46

ทันทีสมมุติเขามีบางอย่างที่เราก็มีแต่

28:49

เขาพัฒนาไปได้ไกลกว่าแนวโน้มก็คือเราก็

28:52

อยากจะเลียนแบบเพื่อจะพัฒนาไม่เท่าเขาก็

28:56

ไกลกว่าเขาหรืออย่างน้อยพัฒนาขึ้นใช่มั้

28:58

อันนั้นก็คือคู่เทียบแต่ถ้าเปรียบเทียบ

29:00

เนี่ยบางทีมันให้ผลลบคือเราอิจฉา

29:03

>> เราเปรียบเทียบเราอิจฉาแล้วกลายเป็นไม่ทำ

29:05

เลยก็

29:06

ค่ะ

29:06

>> เหมือนไปหมั่นไส้เแทนอะไรอย่างเงี้ยอัน

29:09

นี้คือนิสัยด้านลบที่ต้องกล่าว

29:11

[เสียงหัวเราะ]

29:11

>> แต่ถ้านิสัยด้านบวชเนี่ยมันจะเป็นคู่

29:13

เทียบก็คือเมื่อเราเจอสมมุติว่าเราเป็น

29:16

นักดนตรีเนาะเราเป็นนักดนตรีแล้วเราเล่น

29:20

แต่เราเล่นแล้วมันขาด feeling คือ

29:23

emotional connection ไม่ค่อยมีแต่อีก

29:24

คนเนี่ยโอโหเราเห็นเขาเล่นแล้วแบบโอ้โห

29:26

แบบมัน

29:27

>> พริ้วมาก

29:27

>> พริ้วมากแล้วคนฟังจะรู้สึกตามทีน้ำตาไหล

29:31

เนี่ยพอเราได้คู่เทียบตัวเนี้ยเราก็จะ

29:33

เริ่มถามเว่าการผูกถูกทักษะกับอารมณ์และ

29:37

การสร้างอารมณ์ร่วมกับผู้ฟังอ่ะทำยังไง

29:40

ครับเพราะเห็นคุณนคุณมีบางอย่างที่ผมไม่

29:42

มีพอผมเทียบเป็นคู่เทียบแล้วว่าผมอยากโต

29:45

ขึ้นอันเนี้ยการเปรียบเทียบเดีเพราะ

29:48

[เสียงกระแอม]อะไรเพราะเราจะบริหาร

29:50

process เราจะบริหารรายละเอียดแล้วมันทำ

29:52

ให้เราชอบงานของเรามากขึ้นไม่เกี่ยวกับ

29:54

เค้าแล้วเราไม่ได้แคร์ว่าเราจะต้องไปแข่ง

29:57

กับเค้าเราแคร์แค่ว่าสิ่งที่เรามีสมรรถนะ

30:00

เนี่ยเราอยากจะ find to น่ะเราอยากจะทำ

30:02

ให้มันดีขึ้นเสริมในจุดที่มันขาดอย่างเรา

30:07

ทักษะดีแล้วแต่อารมณ์ร่วมกับผู้ชมไม่มี

30:09

อย่างเงี้ยเราก็ไปเรียนว่าเราต้องสร้าง

30:11

อารมณ์ร่วมอย่างไรซึ่งมันก็มีกระบวนการ

30:13

เล็กๆน้อยๆที่ต้องปรับเงี้ยฮะไอ้พวกเนี้ย

30:16

คือสิ่งที่เราเรียกว่าเป็นคู่เทียบเพราะ

30:19

ฉะนั้นเนี่ยคนที่เข้ามาในชีวิตเราอ่ะแล้ว

30:21

เยอมเป็นคู่เทียบให้เราเนี่ยโอเราโชคดี

30:23

มากรักษาเไว้เลยเพราะเขาจะทำให้เราเก่ง

30:26

ขึ้นไวมากอย่างเป็นพิธีกรเป็นทักพิธีกร

30:28

ใช่มเราไปเจอคู่เทียบเป็นทำรายการเหมือน

30:32

กันแต่เขามีบางอย่างซึ่งเราอยากเรียนจาก

30:34

เค้าว่ามันสนุกนะ

30:36

>> ค่ะ

30:36

>> หรือเค้าอาจจะอยากให้อยากเรียนจากแพนด้า

30:38

เออไอ้ความน่ารักความเป็นกันเองแบบเนี้ยอ

30:41

>> แพนด้าทำยังไง

30:42

>> อ

30:43

>> มันต้องเริ่มยังไงมันต้องเกลายังไง

30:46

>> ค่ะ

30:47

>> เพื่อให้มันเพลินขึ้นเค้าอาจจะต้อง

30:49

มาเรียนเอาจจะเป็นนักวิชาการเกิน

30:52

>> อื

30:52

>> ส่วนพนักก็อาจจะรู้สึกว่าเออเอ้ยชอบโทน

30:55

เสียงแบบนี้ชอบการให้น้ำหนักแบบนี้มันมัน

30:59

ต้องยังไงเรื่อง voice เรื่องอะไรอย่าง

31:00

เงี้ยพวกเนี้ยเ้าเรียกว่า find troning

31:03

ฮะพี่ว่าสมรรถนเนี่ยเมื่อเรามีแล้วอ่ะเรา

31:06

ควรจะ find tune คือต้องมีคู่เทียบมัน

31:09

ไม่ผิดที่เราจะเปรียบเทียบเป็นคู่เทียบ

31:12

แต่อย่าเปรียบเทียบและอิจฉา

31:14

>> อื

31:14

>> อันนั้นคือต้องเกล่า[เสียงหัวเราะ]

31:16

>> ถ้าเปรียบเทียบแล้วเอาแค่อีชนalแบบเปรียบ

31:19

เทียบแล้วรู้สึกเฉยๆแล้วจบไปอันนั้นมัน

31:20

ไม่เกิดอะไรขึ้น

31:21

>> ใช่คือเปรียบเทียบเพื่อให้เพื่อให้เรามา

31:25

ปรับปรุงอ่ะอันนี้ดี

31:27

>> นอกจากนิสัยเปรียบเทียบแล้วค่ะดอกเตอร์มี

31:29

นิสัยไหนอีกมั้คะที่ดอกเตอร์มองว่านิสัย

31:31

เนี้ยมันขัดขวางศักยภาพหรือขัดขวาง

31:33

สมรรถนะการเติบโตของเรา

31:36

>> มี 2 สิ่งที่ขัดขวางมากๆเลยอันแรก

31:40

>> คือเรียกว่า Selfindulence Self

31:42

Indulgence ก็คือตามใจตัวเองอ่ะเราต้อง

31:44

เข้าใจตรงนี้ก่อนก็คือว่าเราทุกคนมีความ

31:46

รู้สึกเแล้วเวลาเราจะทำอะไรเนี่ยถ้าเรา

31:49

อ่ะไม่ไม่ curate ความรู้สึกคateหมายถึง

31:53

ว่าคัดสรรคัดกรองและเลือกพิจารณาความรู้

31:56

สึกนะไม่ใช่รู้สึกอะไรก็ทำตามหมดอย่าง

31:58

เนี้ยสมมุติว่าเราขี้เกียจเราก็นอนอะไร

32:00

เงี้ยหรือเราแบบวันนี้อยากตื่นสายเราก็

32:03

ตื่นสายอะไรเงี้ยฮะคือการที่เราไม่คัดสรร

32:06

คัดกรองความรู้สึกอ่ะมันทำให้เราเอาแต่ใจ

32:08

ตัวเองแล้วไม่พัฒนาศักยภาพเเรียกว่า self

32:11

indulgence คือตามใจตัวเองจนอut pilot

32:14

อ่ะหรือดูมือถือไปเรื่อยอ่ะ mindlessing

32:17

เนี่ยการดูมือถือไปเรื่อยก็เป็น serve

32:19

indulion คือการตามใจตัวเองแบบไม่คัดสรร

32:21

คัดกรองความรู้สึกอ่ะไม่ curate ความรู้

32:23

สึกตัวเองเพราะฉะนั้นจุดที่คนที่อยากจะ

32:25

พัฒนาศักยภาพสิ่งแรกที่ต้องทำก็คือความ

32:28

รู้สึกเราอ่ะต้องเป็นบ่าวไม่ใช่เป็นนาย

32:31

>> อื

32:33

>> เหมือนพี่คุยกับแพนด้าไปว่าบางบางวันน่ะ

32:36

ที่พี่อยากลดน้ำหนักแล้วตื่นขึ้นมาเนี่ย

32:39

เราขี้เกียจ 18:00 น.แล้วแต่เราควรจะออก

32:41

ไปวิ่งเราควรจะออกไปวิ่งทั้งที่ขี้เกียจ

32:44

นั่นแหละเพราะเราคัดกรองความขี้เกียจว่า

32:47

เป็นความรู้สึกที่เราแค่รับรู้ก็พอต้องทำ

32:50

ตามเข้าใจมั้ฮะ

32:51

>> ค่ะ

32:52

>> พอเราแค่รับรู้อ่ะแล้วเราก็วิ่งอยู่ดีแม้

32:55

ขี้เกียจ

32:56

>> อือ

32:57

>> พอเราไปวิ่งปุ๊บมันเริ่มภูมิใจตัวเองที่

32:59

วิ่งไง

32:59

>> ค่ะ

33:00

>> พอได้ออกไปวิ่งมันเริ่มสดชื่นความขี้

33:02

เกียจแล้วกลายเป็นบ่าวละมันแค่รับรู้ว่า

33:05

ต้องเธอขี้เกียจนะแต่เธอก็ยังออกมาวิ่ง

33:08

แสดงว่าความรู้สึกเป็นทาสเธอเป็นนาย

33:11

>> อือ

33:11

>> มันเกิดความภูมิใจแล้วเกิดศรัทธาขึ้นมา

33:14

>> อื

33:14

>> เพราะฉะนั้นเนี่ยคนที่อยากพัฒนาศักยภาพ

33:18

อย่าเชื่อทุกความรู้สึกที่เข้ามาเพราะถ้า

33:20

เราเชื่อทุกความรู้สึกเราจะตามใจตัวเอง

33:22

ไม่มีทิติแล้วเราจะอย่างเงี้ยเหมือนคนไถ

33:24

มือถือไม่จบไม่สิ้นน่ะคือตามใจตัวเองตลอด

33:27

เวลาเราต้องดูด้วยว่าทุกความรู้สึกที่

33:30

เข้ามาเราต้องคัดด้วยว่าอันนี้แค่รับทราบ

33:33

หรือทำตามความรู้สึกขี้เกียจอาจจะแค่รับ

33:36

ทราบฉันจะวิ่งอยู่ดีเธอก็ขี้เกียจ

33:38

>> [เสียงหัวเราะ]

33:39

>> หรือพี่เป็นนักบำบัดเงี้ฮะที่คุยกับ

33:41

แพนด้าหรือแพนด้าเป็นพิธีกรมันไม่ใช่ทุก

33:44

รายการที่แพนด้ามาด้วยความรู้สึกแบบอยาก

33:46

ทำอยากทำถูกมั้ยบางวันมันก็มาแบบเรื่อง

33:49

ที่บ้านเยอะแยะใช่มั้ครับหรือพี่บำบัด

33:52

เนี่ยไม่ใช่ว่าทุกวันอยากจะฟังคุณอยากฆ่า

33:54

ตัวตายสามีพรรยาทะเลาะกับเสียงดังต่อหน้า

33:57

พี่เงี้ยแต่พี่มาพี่ศรัทธาในเนื้องานไง

34:00

ถ้าพี่มาเพราะอยากรู้สึกสุขไม่อมทุกข์

34:05

แล้วต้องมาฟังความทุกข์วัน

34:08

3 เรื่อง 5 เรื่องทุกวันเนี้ยไม่รอดนะ

34:11

>> ค่ะ

34:11

>> เพราะฉะนั้นเมื่อเข้ามางานเราเรารู้อยู่

34:13

แล้วว่าเราฟังความทุกข์ทุกวันเราแค่รับ

34:16

ทราบ

34:17

>> อื

34:17

>> ความรู้สึกพวกนี้เป็นบ่าวสีเป็นนายคือเรา

34:19

ภูมิใจงานมากๆเพราะทุกคนคืออาจารย์เรา

34:22

แล้วเรามาเรียนรู้ความเป็นมนุษย์ทุกด้าน

34:25

แล้วเราไม่สนว่าเขาจะมีอารมณ์อะไรเพราะ

34:27

มันคือโมเมนที่ศักดิ์สิทธิ์อ่ะเป็น

34:30

โมเมนต์ที่เราศรัทธาในงานเขาจะทะเลาะกัน

34:33

กันต่อหน้าเราเขาจะร้องไห้ฟูมไฟอยากฆ่า

34:35

ตัวตายมันคือความรู้สึกที่เข้ามาแม้เศร้า

34:39

เหลือเกินสำหรับเราเราแค่รับทราบความรู้

34:42

สึกของเราเป็นบาปสิ่งที่เป็นนาที่เรา

34:44

ศรัทธาคือว่างานของเราคือศึกษาเข้าไปทำ

34:49

ให้เขาหายเพราะฉะนั้นความรู้สึกนี้เป็น

34:52

แค่แผนที่ให้เราทำงานดีขึ้นแล้วเราไม่เอา

34:55

เข้าตัวเพราะฉะนั้นเนี่ยคนที่จะพัฒนา

34:58

ศยภาพฮะสิ่งแรกเลยที่ต้องทำเลยคือคุณต้อง

35:02

curate ความรู้สึกคุณเองคุณต้องเลือกว่า

35:05

ความรู้สึกนี้คุณแค่รับทราบหรือคุณจะทำ

35:08

ตามสมมุติเรารู้สึกตื่นเต้นอาจจะต้องทำ

35:11

ตามเพราะตื่นเต้นมันทำให้ทำได้สุดใช่มแต่

35:13

ถ้ารู้สึกขี้เกียจบางทีก็เออรับทราบนะแต่

35:16

ฉันจะวิ่งอยู่ดีรับทราบนะแต่ตอนนี้ขนของ

35:19

แล้วพร้อมที่จะไปขึ้นลู่วิ่งละเพราะถ้า

35:22

เราเชื่อฟังความรู้สึกอ่ะทุกความรู้สึก

35:24

อะไรเกิดขึ้น Self indulgence เล่าแต่ใจ

35:26

ตัวเองอันนี้คือนิสัยแรกเลยที่ขวางการ

35:28

พัฒนาสายก็คือการที่เราไม่คัดสรรคัดกรอง

35:32

ความรู้สึกให้เป็นทาสเราให้ความรู้สึก

35:34

เป็นนายเราไม่ให้ความรู้สึกเป็นแผนที่ที่

35:36

เราให้ความรู้สึกเนี่ยสั่งเราอันเนี้ยคือ

35:38

สิ่งที่คนที่จะพัฒนาศักยภาพต้องเข้าใจว่า

35:42

ความรู้สึกเป็นทาสไม่ใช่เป็นนายสิ่งสิ่ง

35:44

ที่ 1 สิ่งที่ 2 ต้องเข้าใจนะครับนอกจาก

35:47

เรื่องของความรู้สึกเป็นทาสสิ่งที่ 2 ก็

35:49

คือต้องเข้าใจความหมกมุ่นตัวเอง

35:51

>> Obsession Obsession เพราะหลายอย่างที่

35:54

เราหมกมุ่นทำให้เราไปได้เครื่องกลางเช่น

35:57

สมมุติว่าเราคิดจะทำอะไรใหม่สิ่งที่เรา

36:01

หมกมุ่นเสมอเลยก็คือว่าคอยดูนะเดี๋ยวทำ

36:03

ตรงเนี้ยเดี๋ยวแม่ต้องว่าเดี๋ยวพ่อต้อง

36:06

ไม่เห็นด้วยเดี๋ยวเพื่อนจะบอกว่าอย่าทำ

36:08

เหอะเสียเวลาแต่เราอ่ะรู้เลยว่าเรามี

36:11

สมรรถนะเรื่องนี้แต่มันต้องใช้เวลานานพอ

36:15

สมควรกว่าทุกคนจะเข้าใจว่ามันสร้างรายได้

36:18

ให้เราเพราะเราเป็นคนเดียวที่มีสมรรถนะ

36:21

เรื่องนี้เพราะงั้นคนอื่นมันจะเข้าใจยาก

36:22

ถูกมั้ฮะแต่ถ้าเราหมกมุ่นกับการฟังความ

36:25

เห็นคนอื่นอะไรจะเกิดขึ้น

36:27

>> เราก็จะไม่ทำ

36:28

>> เราก็จะซับฆ่าศักยภาพตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

36:32

เลยแล้วเมื่อเราทำอ่ะแน่นอนคนพัฒนาสยภาพ

36:35

จุดแรกอ่ะทุกคนจะผิดหวังในตัวเขาเพราะ

36:37

อะไรเพราะว่าสมรรถนะมันเป็นเรื่องส่วนตัว

36:39

จำได้มฮีว

36:41

>> หลายเรื่องเรารู้อยู่คนเดียวว่าเรามี

36:43

>> อือ

36:43

>> บางเรื่องแพนด้าพ่อแม่ยังไม่รู้เลยแพนด้า

36:46

เก่ง

36:46

>> ค่ะ

36:47

>> แต่ต้องทำให้ดูบางทีปี 2 ปีอ่ะแล้วช่วง

36:50

แรกๆอ่ะเชื่อเหอะว่าพ่อแม่ก็จะเอาความ

36:52

เก่งมากลบสมมุติว่าพ่อแม่นักวิชาการเรา

36:55

เป็นศิลปินเราวาดรูปฝึกไปเรื่อยๆเพื่อจะ

36:58

ขายงานช่วงแรกพ่อแม่เป็นนักวิชาการพูดว่า

37:00

ไงเมื่อไหร่จะขายได้

37:02

>> อื

37:03

>> แล้วเราต้องฝึกจุดบางที 3 ปีอ่ะกว่างานจะ

37:06

ขายได้เป็นหลักแสนสมมุตินะซึ่งหลายคนเป็น

37:08

งั้นนะศิลปินหลายคนที่พี่รู้จักวันนี้ขาย

37:10

งานได้เป็นแสนเป็นล้านเมันเริ่มจากจุดที่

37:12

พ่อแม่ส่ายหัวแล้วน่ะหรือคนรอบตัวสายหัว

37:15

แต่ถ้าเราหมกมุ่นกับความเห็นคนอื่นแต่เรา

37:18

วาดรูปเก่งมากแต่กว่าเราจะขายงานได้หลัก

37:21

แสนอาจใช้เวลา 3 ปี 4 ปีเราจะฆ่าตัวตาย

37:24

ตั้งแต่ยังไม่ถึง 6 เดือน 7 เดือนเลย

37:26

>> อื

37:27

>> เพราะว่าสมรรถนะนั้นแพ้ความหมกมุ่นไม่ได้

37:30

แพ้การตามใจตัวเองแล้วนะแต่แพ้ความหมก

37:32

มุ่นแพ้เสียงในหัวเพราะบางคนเสพติดการ

37:35

กำรับจากคนรอบข้างบางคนเสพติดความสบาย 3

37:39

ปีไม่ทนปีเดียวต้องเห็นแต่บางเรื่องอ่ะ

37:42

มัน slow by steady อ่ะมันต้องใช้เวลา

37:44

นานกว่าเทรนด์มันจะมากว่ามันถึงเวลาของ

37:47

เราอ่ะอย่างเงี้ยความเป็นนักจิตวิทยาของ

37:49

พี่อ่ะแพนด้ารู้มว่าช่วงแรกๆที่พี่อยู่ใน

37:52

สายงานเนี้ยไม่มีใครเข้าใจเลยว่าทำอะไร

37:55

>> อื

37:56

>> 20 ปีอ่ะกว่าพี่จะมาถึงจุดที่คนรู้จัก

37:58

เยอะความอึดเท่านั้นจริงๆ

38:00

>> อืออย่างเมื่อกี้คำว่าความหมกมุ่นหมาย

38:03

ความว่าสิ่งที่เราให้ค่าและครุ่นคิดกับ

38:05

มัน

38:06

>> ใช่ถ้าเราหมกมุ่นกับสมรรถนะโชคดี

38:09

>> อือ

38:09

>> แต่หลายคนหมกมุ่นกับสิ่งที่สำคัญรองลงมา

38:12

คือหมกมุ่นกับความเห็นคนอื่นหมกมุ่นกับ

38:15

การตอบย้ำตัวเองว่าทำไม่ได้หมกมุ่นกับการ

38:18

มองความผิดพลาดล้มเหลวการไม่ยอมบริหาร

38:21

ความผิดหวังซึ่งจำเป็นเพราะทุกสมรรถนะ

38:25

เส้นทางแรกคือความผิดหวังแน่นอนไม่มีใคร

38:28

ทำและเกิดทันทีเพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่ยอม

38:31

เจอความผิดหวังคุณไม่มีวันเป็นนักพัฒนา

38:33

ศักยภาพความผิดหวังคือด่านแรกที่คุณต้อง

38:38

เจอความเจ็บปวดคือด่านแรกที่คุณต้องเจอ

38:42

การถูกเข้าใจผิดคือด่านแรกที่คุณต้องเจอ

38:45

ถ้าเราไม่ยอมผ่านด่านเหล่านี้เราไม่มีทาง

38:48

เป็นนักพัฒนาศักยภาพได้เพราะฉะนั้น 2

38:49

เรื่องที่ต้องเอาทิ้งเลยก็คือการตามใจตัว

38:52

เองเอาความรู้สึกเป็นนายกับ 2 คือ

38:55

obsession คือความหมกมุ่นในสิ่งซึ่งไม่

38:58

เกี่ยวกับสมรรถนะ

38:59

>> 2 สิ่งที่ต้องทิ้งไป

39:00

>> อน่าจะเป็นการบ้านที่เอาไปนั่งทำกันต้อง

39:04

ให้เวลาตัวเองเหมือนกันเนาะในการที่จะมา

39:06

นั่งหาว่าเออตอนนี้เรากำลังให้ความรู้สึก

39:08

เป็นนายหรือเปล่านะหรือว่าเราจะมาคัดกรม

39:11

ความรู้สึกของเรายังไงดีคิateเนาะเหมือน

39:13

ที่ดร.จะบอกกับอีกอันนึงคือตอนนี้สิ่งที่

39:15

เราหมกมุ่นอยู่อ่ะมันคือสิ่งที่สำคัญที่

39:18

สุดคือสมรรถนะของเราหรือว่าเราหมกมุ่นกับ

39:20

เสียงอะไรก็ไม่รู้

39:22

>> เสียงในหัว

39:23

>> ค่ะ

39:23

>> คือเวลาเราหมกมุ่นกับสมรรถนาเราจะภูมิใจ

39:26

ตัวเองเพราะมันคือศรัทธานะเราศรัทธาตัว

39:29

เองอ่ะใครจะผิดหวังใครจะว่าเราเราให้เวลา

39:32

ตัดสินอันนั้นน่ะคือศรัทธาแต่เวลาเราเอา

39:35

ความหมกวุ่นนำมาเราจะฆ่าฝันตัวเอง

39:38

>> อื

39:39

>> เราจะฆ่าสมรรถนะตัวเองทั้งที่ยังปูไปได้

39:41

แป๊บเดียวอีก

39:42

>> อือืเข้าใจขึ้นเลยอันนี้ไม่แน่ใจว่าเข้า

39:45

ใจถูกมั้นะคะอธิบายให้ดอกเตอร์ฟังคือ

39:47

เหมือนตอนแรกที่ดอกเตอร์บอกว่าสมรรถนะของ

39:49

เรามันเป็นจะพูดถึงใครแล้วก็

39:52

[เสียงหัวเราะ]มีเออนั่นคือเป็นนิวเคลียส

39:54

อ่ะสมมุติอ่ะเป็นแก่นตรงกลาง

39:57

>> เป็นแก่นเป็นแก่นเป็นแก่นตรงกลางที่พร้อม

39:58

จะระเบิด

39:59

>> อ่าสมรรถนะของเรา

40:01

>> เป็นนิวเคลียสใช่มั้นิวเคลียส

40:02

>> นิวเคลียสแล้วก็มีศักยภาพ 6 ด้านล้อมรอบ

40:06

เอ่อเมื่อกี้มันเห็นภาพชัดมากว่าเวลาที่

40:08

เราจะทำให้สสมรรถนะของเรามันพุ่งได้เนี่ย

40:12

คือ 1 ก็คือเราตามใจความรู้สึกม 2 คือเรา

40:14

หมกมุ่นกับศักยภาพหรือว่า

40:17

>> เรื่องรองซึ่งกระบวนการของมันคือเวลาที่

40:20

เราหมกมุ่นสมมุติแหละมันมันเกิดขึ้นแน่

40:22

นอนเวลาที่เรากำลังพัฒนาอะไรบางอย่างมัน

40:24

จะต้องมีเสียงหรือว่ามีปัจจัยอื่นๆน่ะที่

40:27

มันเข้ามาทำให้เราไปหมกมุ่นเผลอไปหมกมุ่น

40:30

หรืออะไรก็ตามทีเนี้ยแพนด้ากำลังเข้าใจ

40:32

ว่าในจังหวะเวลาแบบเนี้ยเราต้องดึง

40:35

ศักยภาพของการบริหารความเจ็บปวดความผิด

40:37

หวังต่างๆออกมาเพื่อที่จะจัดการกับสิ่ง

40:40

ตรงนี้

40:41

>> พี่ถึงบอกพี่พี่ถึงบอกอยู่ไงครับว่า

40:43

>> คนเข้าใจหน้าที่พี่ผิดคนจะเข้าใจว่าพี่ปู

40:46

ความสามารถเหมือนเป็นครูสอนร้องเพลง

40:49

>> ครูสอน Performance หรืออะไรที่เป็น

40:52

เรื่องเฉพาะอ่ะแต่จริงๆนักพัฒนาเนี่ย

40:55

โอ้โหมันเกี่ยวกับการช่วยเตีความ

40:58

ประสบการณ์

40:59

>> อือฮึ

40:59

>> การรับบริหารประสบการณ์เนี่ยนะบางทีเป็น

41:02

ประสบการณ์แปลกๆที่เไม่เคยอย่างเนี้ยอยู่

41:04

ๆลูกฆ่าตัวตายอะไรเงี้ย

41:05

>> อือ

41:05

>> ช่วยเบริหารประสบการณ์ช่วยเบริหารความ

41:07

เจ็บปวดบางทีเป็นความเจ็บปวดที่ตั้งตัว

41:09

ไม่ทันคนที่รักตายกถัดอะไรเงี้ยแล้วก็

41:12

ช่วยเขาบริหารบทบาทหน้าที่ตามช่วงชีวิต

41:15

ซึ่งเขานึกไม่ถึงว่าเต้องมารับบทบาทหน้า

41:17

ที่นี้บางทีมาด้วยเซพรสอะไรเงี้ยเพราะ

41:19

ฉะนั้นมันเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เยอะกว่า

41:22

จริงๆระบบประสาทเราเนี่ยถ้าเราไปศึกษานะ

41:25

Neurร Partway อ่ะหรือการเรียนmมmoryอ่ะ

41:28

เกี่ยวกับความสำเร็จน้อยมากนะสิ่งที่ทำ

41:30

ให้เราสุขสมดุลน่ะเกี่ยวกับความสำเร็จ

41:32

น้อยความสำเร็จก็สำคัญเพราะมันเป็นสปารk

41:35

มันทำให้เกิดความปิติเนาะโอ้เราทำสิ่งนี้

41:37

ได้แล้วแต่ส่วนใหญ่อ่ะความสุขสมดุลของเรา

41:41

ฮะ

41:41

มาจากการบริหารความเจ็บปวดการบริหาร

41:44

ประสบการณ์และการบริหารบทบาทหน้าที่ที่

41:46

เปลี่ยนไปได้ดีมาก

41:47

>> อื

41:48

>> มันเป็น Human Experience มากการบริหาร

41:52

ประสบการณ์มนุษย์มากกว่าการบริหารความ

41:54

สำเร็จมาก

41:55

>> อจริงๆเห็นด้วยเหมือนกันเพราะก็รู้สึกว่า

41:58

หลายๆครั้งชีวิตเราอ่ะพัฒนาหรือเลวELได้

42:01

จากปัญหาจากความเจ็บปวดอ่ะแต่มันอยู่ที่

42:04

ว่าเราอ่ะเรียนรู้จากมันได้หรือเปล่าบาง

42:07

คนแบบมีปัญหาเกิดขึ้นมันเป็น

42:09

>> พี่ฟังแล้วอยากร้องเพลงนี้เลยอยู่พี่

42:11

เรียนรู้[เสียงหัวเราะ]

42:12

>> ก็อยู่ก็จริงนะ

42:13

>> ชอบเพลงนี้มาก Live and Learn นี่ใช่

42:15

เลยฮะใช่

42:16

>> ออจริงค่ะเพราะว่าสุดท้ายทุกอย่างมัน

42:19

ประกอบกันหมดแต่ว่าความเจ็บปวดมันมันมี

42:22

มันจะเกิดความผิดหวังขึ้นในทุกระยะของ

42:25

ชีวิตอ่ะมันจะต้องมีเรื่องที่

42:27

>> ไม่ได้คาดหวังให้เกิดสิ่งนี้แต่มันเกิด

42:28

ขึ้นแล้วเราจะบริหารยังไง

42:30

>> ที่จะกลับมาตอบแพนด้าคือว่านี่แหละคือขีด

42:33

ไม่จำกัด

42:34

>> ศักยภาพการบริหารประสบการณ์ไม่มีคำว่า

42:37

จำกัดเพราะเราต้องทำชั่วชีวิต

42:39

>> มันไม่เจอขอบหรอกจนวันตายอ่ะบางทีระหว่าง

42:42

จะตายต้องบริหารศักยภาพอยู่เลยว่าเราจะ

42:44

จ่ารากันยังไงให้มันสวยงามที่สุดอ

42:47

>> เพราะฉะนั้นเนี่ยการพาศักยภาพทำกันจนวัน

42:49

ตายแต่สมรรถนะไปเริ่มเฉพาะ

42:52

>> อืขอถามดอกเตอร์หน่อยอันนี้มันอาจจะดู

42:55

ครีเชจะดูแบบว่าเราได้ยินกันเยอะอ่ะบางคน

42:59

อาจจะบอกว่าเราไม่มีศักยภาพหรืออาจจะเคย

43:02

โดนคำพูดร้ายๆจากบางคนบอกว่าเธอไม่มี

43:06

ศักยภาพนะอยากถามดอกเตอร์ว่าจริงๆแล้วมัน

43:09

เป็นไปได้หรอที่เราจะไม่มีศักยภาพอ่ะค่ะ

43:12

>> ถ้าเาพูดเรื่องสมรรถนะเป็นไปได้อ่ะสมมุติ

43:14

ทางการเมืองแล้วกันเป็นเทคโนแกัเนาะ

43:16

>> ค่ะ

43:16

>> เป็นนักวิชาการ

43:18

>> แล้วเก่งมากเรื่องมหาภาคแล้วก็ในบอร์ดรูม

43:22

ในอะไรเงี้ยสามารถที่จะนำองค์กรได้ดีแต่

43:24

พอมันเป็นนักการสมมติว่ามันเป็นนักการ

43:25

เมืองแล้วเป็นนักการเมืองเนี่ยมันต้อง

43:28

ต้องจูงใจคนนะต้องแบบต้องเล่นใหญ่บางที

43:31

เงี้ยต้องขึ้นโต้วาทีอะไรเงี้ยถ้าพูดถึง

43:33

อ่ะก็อาจจะมีคนบอกก็ได้ว่าคุณไม่มี

43:35

ศักยภาพในนักการเมืองก็ไม่ผิดเพราะว่า

43:38

เค้าเค้าเป็นนักวิชาการชีวิตแต่วันที่

43:41

เค้ามาเป็นนักการเมืองนั่นคือสมรรถนะที่

43:43

จำกัด่ะถ้าจะทำออกไปพูดโน้มน้าวใจคนที

43:48

เนี่ยบางทีต้องเตรียมตัวเป็นวันอีกคนนึง

43:50

เป็นนักการเมืองตั้งแต่เด็กไม่ต้องเตรียม

43:52

ตัวเลยแต่

43:52

>> ทำไมมานี่

43:53

>> แต่พอเป็นนักวิชาการกันปุ๊บคุณไม่มี

43:55

ศักยภาพในการทำเรื่องของเศรษฐศาสตร์

43:58

มหาภาคก็ใช่ว่าเค้าเป็นนักการเมืองเค้า

44:01

เค้าเล่นการเมืองท้องถิ่นมาก่อนสมรรถนะเ

44:05

อยู่ตรงนั้นเพราะฉะนั้นเนี่ยถ้าเราพูด

44:08

เรื่องสมรรถนะเป็นไปได้ที่บางทีนายก็จริง

44:11

ใจเลยบอกว่าหนูหนูไม่เหมาะมาเป็น PA หนู

44:15

ไม่เหมาะมาทำงานอฟิศแmin

44:20

ละเอียดแล้วพลาดเยอะมากเนี่ยขนาดตรวจ

44:22

อักษรนี่ผิดไปหมดเลยพี่ต้องมาแก้เองเงี้ย

44:25

หนูไม่มีศักยภาพไม่มีสมรรถนะเรื่องนี้

44:28

เป็นไปได้เราก็ใช่ค่ะหนูไม่มีแต่ถ้าใช้

44:31

หนูไปพหนูสู้สุดตัวเลย

44:34

>> อื

44:34

>> เข้าใจป่ะเพราะฉะนั้นเนี่ยถ้าเป็นเรื่อง

44:36

สมรรถนะเป็นไปได้ข้าจะพูดไม่ผิดแต่ควรจะ

44:39

ใช้คำให้ตรงเพราะว่าถ้าพูดถึงศักยภาพเขา

44:42

อาจจะไม่มีเรื่องนี้แต่เขามีเรื่องอื่น

44:44

แต่เราใช้เขาผิดไงบางทีเราสูญเสียคนเก่ง

44:47

เพราะเราจับเขาไปอยู่ผิดที่ถ้าเขาอยู่อีก

44:51

ที่หนึ่งเราจะได้เห็นศักยภาพเขาเพราะ

44:54

ฉะนั้นเนี่ยมันเป็นหน้าที่ของbอสเหมือน

44:57

กันที่จะอ่านสมรรถนะของ workers ของ staff

45:01

นั้นหลายครั้งพี่ถึงเข้าไปช่วยองค์กรใหญ่

45:03

ๆอย่าง Sony อย่างหลายๆที่เพื่อจะทำ

45:07

Talent Mapping เนี่ยเพื่อให้ดูว่า

45:08

สมรรถนะแต่ละคนอยู่ตรงไหนแล้วค่อยสร้าง

45:12

และเราในฐานะเป็นบอสหรือว่าเป็นผู้บริหาร

45:15

นะสร้างสิ่งแวดล้อมหรือเป็นโค้ชที่จะดึง

45:18

ศักยภาพเขาคือสร้างสิ่งแวดล้อมที่มันใช่

45:21

อ่ะให้สมรรถนะเขาเฉิดฉาย

45:23

>> อืทีนี้อยากถามดอกเตอร์ว่าอันนี้จะเป็น

45:26

กรณีที่มันอาจมีเกิดขึ้นจริงเนาะอย่าง

45:28

เช่น[เสียงกระแอม]มีคน 2 คนที่มีความ

45:30

สามารถใกล้เคียงกันเลยนะคะว่าเก่งพอๆกัน

45:32

ในเรื่องเดียวกันแต่ทำไมคนนึงเติบโตเร็ว

45:35

มากกับอีกคนนึงที่แบบ

45:36

>> ไม่ได้เติบโตทั้งๆที่ถ้าเอาความเก่งความ

45:39

สามารถมาเทียบกันน่ะคือเขาเท่าๆกันเลยอ่ะ

45:41

>> สิ่งแรกที่ขอยกยกให้เป็นคลาส case บางที

45:46

ก็ไม่ใช่ความผิดของคนที่โตช้านะบางทีคน

45:49

นึงอ่ะอยู่ถูกที่ถูกเวลาถูกกลุ่มอีกคนนึง

45:52

อยู่ผิดที่ผิดเวลาผิดกลุ่มสมมุติว่าอาจ

45:56

เก่งในเรื่องเดียวกันก็คือเก่งในเรื่อง

45:59

ของการทำธุรกิจการขายของออนไลน์แต่คนนึง

46:02

อ่ะอยู่ในบริษัทที่เป็นคอปateใหญ่แล้วถูก

46:06

assign งานให้ไปอยู่ในสายงานที่ไม่

46:09

เกี่ยวกับการขายของออนไลน์มีแผนกขายของ

46:12

ออนไลน์แต่ถูก assign ไปอยู่ไม่ได้ทำ

46:14

sales ไปทำไปทำเรื่องของ strategy ไปทำ

46:17

เรื่องวางวางแผนกลยุทธ์อีกคนนึงอ่ะไปอยู่

46:19

startup แล้วได้ขายของออนไลน์คนนี้โตไว

46:22

มากเลยทำยอดทำตังค์มีบ้านใหญ่โตไปเปิด

46:26

บริษัทเองอีกคนนึงแทบจะถูกพากทันว่าแบบผล

46:30

งานคุณไม่ดีเลยนะไม่เข้าเป้าแต่เขาไม่ได้

46:33

อยู่ถูกที่ถูกเวลาถูกกลุ่มแล้วอยู่ใน

46:36

บริษัทใหญ่ที่ไม่มีเวลามาดูมันไม่เหมือน

46:38

กับ Startup ถามว่า 2 คนเนี้ยอาจจะขยันพอ

46:42

กันอึดพอกันตั้งใจสุดๆพอกันแต่คนถูกที่

46:47

ถูกเวลาถูกกลุ่มพุ่งกว่า

46:49

>> อื

46:49

>> บางทีเป็นเรื่องนั้น

46:50

>> ค่ะ

46:51

>> 2 เป็นเรื่องของบางสมรรถนะบางสายงานนะ

46:55

ครับมันอาจจะมาก่อนการอย่างเนี้ยนักจิต

46:58

วิทยาบำบัดช่วงที่พี่เริ่มช่วงปี 2000 นะ

47:02

คนน้อยคนมากเข้าใจพี่พูดคำว่าซึมเศร้าทุก

47:05

คน

47:06

>> งง

47:06

>> งงอื

47:07

>> แต่วันเนี้ยโอ้โหลูกคาเต็มไปหมดเลยเป็น

47:09

วันพรุ่งแต่พี่ต้องปูตัวเองนานมากกว่าจะ

47:12

มีวันที่แบบทุกคนเข้าใจแล้วก็เรียงตัว

47:15

เข้ามาบำบัดถูกมั้ครับก็คือ slow steady

47:18

ก็คือเราก็ต้องเตรียมตัวนานนิดนึงเพราะ

47:20

ว่าเรามาก่อนการมันมี 2 2 แบบคือสมรรถนะ

47:23

ที่เรามีหรือพรสวรรค์ที่เรามีอ่ะคนยังไม่

47:25

เข้าใจแล้วมาก่อนเวลาแต่วันนึงเขาจะเข้า

47:28

ใจเมื่อเราปูตัวเองไปเรื่อยๆด้วยความอดทน

47:30

ช่วงแรกก็อาจจะแบบได้กระปิดกระปอยได้ไม่

47:33

มากนักแต่ท้ายสุดเนี่ยมัน exponent อ่ะ

47:36

กราฟมันพุ่งแบบนี้เลยถ้าเราอยู่ในสายงาน

47:39

ที่มาก่อนการเนี่ยให้ทำใจบางที slow

47:43

steady หรือเขาเรียกว่าเป็น lomer คือมา

47:45

รวยตอนแก่ก็มีเอ่อหรือบางกรณีทั้ง 2 คนไป

47:50

ได้ไม่เท่ากันเพราะมันอยู่ผิดที่ก็มี

47:53

>> อือฮึ

47:53

>> บางทีไม่ใช่ความผิดเราบางทีหลังจะไม่

47:55

เฉลียวรู้ตัวเองว่ามีสมรรถนะแต่สิ่งแวด

47:59

ล้อมไม่ช่วยพัฒนาเสยภาพเพราะมันใหญ่เกิน

48:02

ครับก็เป็นไปได้อุ้ยอ้ายเกินองค์กรใหญ่

48:05

เกินดูแลไม่ทั่วถึงก็มี

48:07

>> โอเคจริงๆหลายๆอย่างคือถ้าเราอยู่ในสถานะ

48:10

ที่เราเป็นบอสหรือว่าเจ้านายเราก็ต้องวาง

48:13

คนให้ถูกโแต่ถ้าเราเป็นผู้ที่ทำงานมีเจ้า

48:16

นายหรือใดๆก็ตามที่เราจะต้องพุดชีวิตตัว

48:18

เองพุดหน้าที่การงานตัวเองเราก็ต้องดู

48:20

เหมือนกันว่าเราอ่ะอยู่ถูกที่ถูกเวลาถูก

48:22

โลหรือเปล่า

48:23

>> เราที่บอกศักยภาพมันมีเรื่องการสื่อสาร

48:25

ด้วยบางทีเรารู้สมรรถนะแต่สื่อสารไม่เป็น

48:30

>> อื

48:30

>> สมรรถนะก็ไม่เฉิดฉายเหมือนกัน

48:32

>> จริงๆมันเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเหมือน

48:34

กันเนาะถ้าถ้าเรารู้แต่เราไม่พยายามที่จะ

48:37

ทำให้มันเป็นจริงอ่ะ

48:39

>> อื

48:39

>> เราก็จะคงจะนั่งเสียใจอยู่ว่าเฮ้ยถ้าเรา

48:42

มีโอกาสได้ทำคงจะดี

48:44

>> เราเห็นบ่อยมากว่าเมื่อเมื่อเราพูดเรื่อง

48:46

ศักยภาพเราจะพูดอีก 2 คำแพนด้าพูดกับพูด

48:50

กับพี่ก่อนก่อนเข้ารายการนะว่ามันมีคำว่า

48:53

motivation แรงจูงใจกับแชionนะ

48:56

>> ว่าเท่าที่ฟังมามันดูจะสำคัญมากกับการ

48:59

พัฒนาศักยภาพ

49:00

>> อ

49:00

>> แต่พี่ก็บอกกลับไปว่ามันสำคัญน้อยมาก

49:03

>> อื

49:04

>> ซึ่งเราก็ตกใจนะ

49:05

>> ค่ะ

49:06

>> เพราะว่าหรือแรงจูงใจเนี่ยพูดตรงๆเลยว่า

49:10

เท่าที่พี่ดูในสายงานของ High Performer

49:13

ที่ใช้เวลาด้วยในคลาสมบัติเนี่ยหลายครั้ง

49:18

เขาฝึกอ่ะเอางี้กว่า 80-90% น่ะเขาฝึกโดย

49:22

ไร้แรงจูงใจแล้วเขาฝึกโดยไร้แชionแต่เขา

49:25

ฝึกเพราะเขาศรัทธาศรัทธาในตัวเองศรัทธาใน

49:28

เนื้องานศรัทธาในผลลัพธ์ที่มันจะเกิดขึ้น

49:32

แล้วเขาชอบเนื้องานชอบงานชอบตัวเองใน

49:35

เนื้องานที่เล่าให้ฟังสมมุติว่าหมอในอีอา

49:38

หมอในห้องฉุกเฉิน

49:40

>> ค่ะ

49:40

>> เห็นเลือดทุกวัน

49:42

>> ขาขาดบ้างเสียงแผดร้องครอบครัวมาเขย่าว่า

49:47

จะตายค้าเงี้ยถามว่าเขาตื่นเต้นมโอ้เห็น

49:51

เลือดโอ้เห็นคนอยู่ห้องฉุกเฉินสนุกตื่น

49:55

เต้นไม่นะหลายครั้งคือมันพาให้รู้สึกหด

49:59

หู่ด้วยซ้ำแต่เขาแค่รับรู้ความรู้สึกนั้น

50:02

แต่เศรัทธาในเนื้องานเนี่ยไม่มีแรงจูงใจ

50:04

ด้วยบางทีแบบโดนเรียกมาตอนที่แบบเพิ่งได้

50:07

กินข้าวกับที่บ้านเป็นครั้งแรกอะไรเงี้ย

50:09

อยากอยู่กับที่บ้านจชาแรงจูงใจคืออยู่

50:11

บ้านไม่มีแรงจูงใจจะมาห้องอแต่ต้องมา

50:15

เพราะมัน Call of Duty ใช่มแล้วเศรัทธา

50:18

ในในงานในเนื้องานแล้วเาก็เป็นหมอ ER ที่

50:21

เก่งที่สุดจนค่าตัวแพงถามว่าศักยภาพที่เ

50:25

พัฒนามาจากแรงจูงใจมไม่ใช่มาจากแชionมย

50:30

ไม่ใช่มันมาจากศรัทธาเพราะนั้นหลายครั้ง

50:33

เราลืมถือว่า ingredient สำคัญของศักยภาพ

50:36

ฮะไม่ใช่แรงจูงใจไม่ใช่แชionแต่คือศรัทธา

50:41

คุณศรัทธาในอะไรศรัทธาตรงนั้นน่ะจะทำให้

50:44

เราอ่ะไปได้ไกลที่สุด

50:46

>> อ

50:47

>> ศรัทธาเนื้องานศรัทธาตัวเองในงานใช่มั้

50:50

ครับบางคนทำงานนะครับไม่ต้องการให้มาชม

50:53

ตัวเองแต่ต้องการให้ชื่นชมแค่ผลงานก็มี

50:57

เพราะเศรัทธาที่เนื้องานตัวเองไม่ต้อง

51:01

อย่างแฟชั่นดีไซเนอร์หลายคนเนี่ยพอพอทำ

51:03

คอลเลกชเสร็จเนี่ยหลบเลยไม่ต้องการให้

51:05

สื่อมาสัมภาษณ์ต้องการให้เห็นแค่ผลงาน

51:07

แล้วเขาจะโอโหเวลาแต่ละคอลเลกชัเใช้เวลา

51:10

ดูเนื้องานละเอียดมากเพราะว่าเค้าชอบความ

51:15

ละเอียดของเนื้องานแล้วรู้สึกเลยว่าสิ่ง

51:17

นี้แหละที่ทำให้เขา้าอ่ะทำได้แล้วทำได้

51:20

อีกทำได้อีกไปเรื่อยๆไม่จบไม่สิ้นแชั่น

51:23

เขาอาจจะเป็นเรื่องของลายผ้าเนื้อผ้าแต่

51:27

การที่เขาจะได้คลำลายผ้ากับเนื้อผ้ามัน

51:29

เป็นแค่ 10-20% ของงานเเองหรือแรงจูงใจเ

51:32

อาจจะอยากได้ตังค์เยอะๆซึ่งหลายคอลเลกชก็

51:35

อาจจะไม่ได้ตังค์เพราะงั้นแบรนด์จูงใจกับ

51:38

แชionนะฮะมันเป็นสับเซตมากๆเลยมันเป็นมัน

51:41

ก็สำคัญแต่มันบางเบาจากประสบการณ์การ

51:45

บำบัดเนี่ยคนที่เก่งจัดๆในสายงานตัวเองฮะ

51:49

ingredient สำคัญที่สุดคือศรัทธากับความ

51:53

อึด 2 สิ่งคุณมี 2 สิ่งนี้ไม่มีแชionไม่

51:56

มี motivation คุณก็รอด

51:59

>> ศรัทธากับความอึด

52:01

>> ความอดทน่

52:02

>> ใช่[เสียงหัวเราะ]ความถึก

52:03

>> อึดถึกทน

52:05

>> แล้วก็ศรัทธา

52:06

>> มันคล้ายๆคำนี้มั้ยคะที่ถ้าอยู่ในสาย

52:08

พัฒนาตัวเองเราจะได้ยินกันคือมีวินัย

52:11

>> คือถ้าถามอ่ะคำว่าวินัยอ่ะใช่เพราะมันมี

52:14

ความอึดแต่คนส่วนใหญ่พออยากจะมีวินัยอ่ะ

52:17

มันจะตายรังที่ความรู้สึกเพราะความรู้สึก

52:19

ไม่ไปด้วยขี้เกียจบ้างล่ะอย่างเนี้ยต้อง

52:22

ตื่นมาวิ่งทุก 18:00 น.ปีนึงเงี้ยเพื่อจะ

52:25

มีกล้ามเนื้อเพื่อจะแข็งแรงนะity

52:29

แต่ความรู้สึกทุก 5:00 น.คือขี้เกียจ

52:31

เพราะงั้นวินัยก็กระเจิดกระเจิงแล้วเพราะ

52:33

ว่าเราเราไม่สามารถจะก้าวข้ามความรู้สึก

52:36

ขี้เกียจได้แต่คนที่ก้าวข้ามความรู้สึก

52:39

ขี้เกียจได้มันคือศรัทธาในการวิ่งไงต่อ

52:41

ให้ขี้เกียจและสลึมสะลือและหาวอเนี่ยก็จะ

52:46

แต่งตัวขึ้นมาทั้งที่ตาสะลึมสะลือแล้วก็

52:49

ออกไปวิ่งวินัยมันมักจะตามมากับศรัทธาเรา

52:53

ศรัทธาสิ่งที่ทำต่อให้ความรู้สึกไม่ไป

52:57

แบรนด์จูงใจไม่มาก็ทำ

53:00

>> อือื

53:00

>> เข้าใจมั้ฮะเพราะงั้นน่ะวินัยที่เป็นความ

53:02

อึดอ่ะต้องตีคู่กับศรัทธาศรัทธาจะลากเรา

53:05

ให้ทำ

53:06

>> อื

53:07

>> แม้ความรู้สึกไม่เอาด้วยเราก็แค่รับทราบ

53:11

เธอเป็นทาสนะศรัทธาฉันแรงกว่า

53:14

>> ศรัทธาก็คือเหมือนกับการที่เชื่อในสิ่ง

53:16

ที่เราทำ

53:17

>> ทำอยู่แม้ความรู้สึกไม่ไปด้วย

53:19

[เสียงหัวเราะ]

53:21

>> แล้วแล้วพอเราพอเราออกมาวิ่งอ่ะแพนด้าเอา

53:24

สักอาทิตย์นึงอ่ะศรัทธามันจะทำให้เกิด

53:26

ความรู้สึกใหม่เราจะเริ่มภูมิใจตัวเองที่

53:29

เราชนะความรู้สึกขี้เกียจได้แล้วความรู้

53:31

สึกขี้เกียจก็จะบางลงความรู้สึกภูมิใจก็

53:34

จะมาที่วินัยก็จะเสถียรเพราะฉะนั้นเนี่ย

53:37

เคล็ดลับกลับมาเรื่องเดิมเลยคือคุณต้อง

53:40

curate ความรู้สึกคุณให้ได้คุณต้องคัด

53:41

กรองความรู้สึกคุณให้ได้อย่าเชื่อทุกความ

53:44

รู้สึกที่เข้ามาถ้าคุณไม่เชื่อที่เข้ามา

53:46

แล้วมองไปเป็นทาสวินัยจะเกิดวินัยเกิด

53:49

เพราะศรัทธาไม่ใช่เพราะความรู้สึกแต่ความ

53:51

รู้สึกมันคือสิ่งแรกที่เข้ามาในหัวแต่คิด

53:53

ดูนะเราตื่นเช้ามาเราจับต้องความรู้สึก

53:56

ได้ก่อนความคิดนะ

53:57

>> ใช่

53:58

>> เหนื่อยท้อ

53:59

เบื่อสิ่งเหล่าเนี้ยคือเสียงแรกในหัวแล้ว

54:03

เราต้องใช้ศรัทธาตก[เสียงหัวเราะ]

54:06

>> ไม่ว่าจะรู้สึกอะไรอยู่

54:08

>> ไม่ว่าจะรู้สึกอะไรอยู่

54:08

>> ช่างมันไปก่อนเพราะว่ามนุษย์น่ะเขาบอกว่า

54:11

เรามี 60,000-70,000 ความคิดต่อวันนะและ

54:14

ส่วนใหญ่เป็นลบนะไม่ใช่บวกเพราะฉะนั้น

54:16

เนี่ยคิดดูซิว่าความรู้สึกไม่ดีกับดีอัน

54:19

ไหนจะมาโจมตีเรามากกว่า

54:20

>> ไม่ดี

54:22

>> เราต้องบริหารอะไรจริงๆแล้ว

54:23

>> ก็ต้องมาคิateอีกคิateความรู้สึก

54:25

>> ต้องคิวทุกความรู้สึก

54:27

>> ค่ะ

54:27

>> อย่าไปเชื่อความรู้สึก

54:29

เคือเป็นแผนที่แล้วเป็นเบ่าเพราะเวลาเรา

54:33

มีลูกน้องอ่ะ 10 ความรู้สึกอ่ะเป็นลูก

54:35

น้องเราเราก็ฟังไปอ่าคนนี้ขี้เกียจคนนี้

54:39

ขอพักคนนี้เราก็เอาหน้าแต่เราก็ไม่ต้องทำ

54:42

ตามไงรับทราบแต่ก็จะทำอยู่ดี

54:44

>> ค่ะ

54:45

>> 10 ความรู้สึกที่เข้ามาก็โจมตีเราไม่ได้

54:47

ครับ

54:48

>> อือน่าจะเข้าใจกันมากขึ้นทีนี้ได้อยากถาม

54:51

ดอกเตอร์อย่างนึงว่าถ้าเราพูดถึงคำว่า

54:53

เกลาอยากถามดอกเตอร์ว่ามันมีหลายๆคน

54:55

เหมือนกันที่สับสนว่าจริงๆแล้วเนี่ยเรา

54:58

ควรที่จะพัฒนาจุดอ่อนของเรา

55:01

>> อ่า[เสียงกระแอม]

55:02

>> แบบแก้จุดอ่อนหรือว่าเราไปพัฒนาจุดแข็ง

55:05

ของเราดี

55:06

>> อย่างที่บอกจุดอ่อนเนี่ยมันคือพฤติกรรม

55:10

ที่จะต้องวางแผน plan behavior จุดอ่อน

55:13

นัหมายถึงว่าสมรรถะนะเราน้อยจุดแข็งคือ

55:15

สมรรถนะเราเยอะจุดแข็งเนี่ยเมื่อกี้บอก

55:18

แล้วว่าเราจะปูต่อเมื่อเรามีสกิลอื่นๆ

55:23

ด้วยเช่นเราบริหารความผิดหวังเก่งบริหาร

55:25

ความเจ็บปวดเก่งให้ความรู้สึกเป็นทาสไม่

55:28

ใช่ที่บอกไปทั้งหมดเนจุดแข็งก็จะเฉิดฉาย

55:31

แต่จุดอ่อนเนี่ยถามว่าต้องบริหารอะไรก่อน

55:33

เนี่ยส่วนใหญ่นะถ้าเป็นสาด้านของ strength

55:37

base คือพุ่งด้วยจุดแข็งเราดูจุดแข็ง

55:41

ก่อนเพราะจุดแข็งอ่ะมันทำให้เราศรัทธา

55:43

ง่าย

55:44

>> อื

55:45

>> แต่จุดอ่อนน่ะมันทำให้เราเสียศรัทธาง่าย

55:48

[เสียงหัวเราะ]

55:48

>> สำคัญนะ

55:49

>> เพราะฉะนั้นเนี่ยการขยายจุดแข็งก่อนเนี่ย

55:51

อาจจะเวิร์คกว่าถ้ามองในสายจิตวิทยาแบบ

55:55

strength base ก็คือเอาจุดแข็งเป็นจุด

55:59

กระทบคือเอาจุดแข็งเป็นศรัทธากับแรงจูงใจ

56:02

ให้ทำแต่ถ้าจุดอ่อนเนี่ยฮะมันมี 2 2

56:05

กรณีก็คือว่าหลังจากเราใช้จุดแข็งแล้ว

56:08

เนี่ยในเนื้องานเราอ่ะทุกงานแพนด้าแม้แต่

56:12

งานที่เรามีจุดแข็งมันจะมีสิ่งที่เราไม่

56:15

ถนัดอยู่ในนั้นสมมุติว่าแฟชั่นดีไซเนer

56:17

เนี่ยงานเไม่ใช่แค่งานดีไซน์นะงานเขาต้อง

56:20

เอางานไปขายด้วยถูกป่ะนั่นก็คืออาจจะเป็น

56:23

จุดอ่อนขายงานไม่เก่งหรือต้องทำรีเสิร์ช

56:27

อาจจะเป็นคนไม่ละเอียดหรือต้องประสานงาน

56:31

เวลาจะทำคอเลกชทีมันต้องประสาน 10 ทิศใช่

56:34

ป่ะแต่หลายกรณีเราจ้างคนทั้งหมดไม่ได้บาง

56:37

งานที่เราเป็นจุดอ่อนก็ต้องทำเองแต่นั่น

56:39

แหละคือต้องวางแผนนานหน่อยแต่ให้อดทนกับ

56:42

ตัวเองว่ามันเป็นจุดอ่อนแต่เธอต้องทำเธอ

56:44

ยังจ้างคนไม่ได้ตังค์ยังไม่มีเพราะฉะนั้น

56:47

เนี่ยก็ต้องใช้เวลากับมันนานหน่อยแต่เรา

56:53

ยังไม่มีกตังค์พอที่จะจ้างคนที่มีสมรรถนะ

56:57

หลายจะต้องทำเองก่อนหรือหลายจะต้องใช้คน

57:00

นึงหลายงานซึ่งเขาก็ไม่ถนัดมากแต่พอช่วย

57:02

เราได้เนี่ยก็ต้องอดทนไปก่อนมันก็เป็นไป

57:06

ได้แต่ว่าตราบใดที่เรารู้ว่าในเนื้องาน

57:10

เนี้ยเรามีจุดแข็งแน่นอนแต่ว่าบางส่วนของ

57:14

งานมันคือจุดอ่อนเนี่ยเราจะทนจุดอ่อนได้

57:16

ดีขึ้นเพราะเรารู้ว่าเราเก่งจริงเราเป็น

57:19

แฟชั่นดีไซเนอร์ที่งานดีไซน์เราเนียบเรา

57:22

ละเอียดเราใช้เวลานานกับมันแล้วคนชอบแต่

57:24

อาจจะขายงานไม่เป็นไอ้ไอ้ขายงานไม่เป็น

57:27

แต่นันต้องขายเองอย่างเงี้ยเราก็ต้องอดทน

57:28

ตัวเองไปก่อนแต่ถามว่าถ้าเราเริ่มจากจุด

57:31

แข็งเราจะทำต่อเพราะอะไรฮะศรัทธาศรัทธา

57:35

สำคัญมาก

57:36

>> อืเข้าใจเลยสำคัญจริงๆมันเป็นเหมือนไบาง

57:40

อย่างของชีวิต

57:42

>> ที่ทำให้เราไปต่ออ่ะเพราะพอสมมุติเรามี

57:45

ทุกอย่างเลยแต่เราไม่มีศรัทธามันเหมือน

57:47

หมดความหมายว่าจะทำไปทำไมเออมันก็เลย

57:51

สำคัญมากว่าโอเควันนี้เราเลือกสิสิ่งที่

57:54

เรามีจุดแข็งมีศักยภาพในสิ่งนั้นมากกว่า

57:57

มาเป็นแก่นของเราเพื่อให้เรามีศรัทธา

58:00

เหมือนมีต้นทุนตรงเนี้ยที่มันมากพอที่จะ

58:03

รอเลี้ยงเราไปได้

58:04

>> อ่าจุดแข็งขีดจำกัดเราอ่ะมันไปได้ไกลใช่

58:07

มั้ฮะ

58:08

>> ค่ะ

58:08

>> เราจะเห็นตัวเองยาวแต่จุดอ่อนน่ะสมรรถนะ

58:11

มันสั้นเราอยากจะโอนงานมากกว่า

58:14

>> อื

58:14

>> อันเนี้ยให้เราจำไว้แค่นี้ว่าอะไรก็ตาม

58:17

ที่เป็นจุดอ่อนวันนึงที่เรามีทรัพยากรมี

58:21

เงินน่ะเราควรจะจ้างคนอื่นมาช่วยที่มีสมา

58:24

สูงกว่า

58:25

>> จ้างก็ต้องจ้างให้ถูกคนถูกเอ่อนี่ก็เป็น

58:29

ศิลปะในการที่เราต้องใช้ทุกอย่างมาในการ

58:31

เลือกเหมือนกันอยากถามเรื่องของดอกเตอร์

58:34

บ้างค่ะเออว่าแล้วอย่างตัวดอกเตอร์เองอ่ะ

58:37

>> จุดเปลี่ยนอะไรที่ทำให้ดอกเตอร์มาเกลา

58:40

นิสัยตัวเองหรือว่ามันเป็นโมเมนต์ไหนที่

58:42

ดอกเตแล้วว่าโอเคดอกเตอร์จะพัฒนาจุดแข็ง

58:45

ด้านนี้นะแม้ว่าย้อนกลับไป 20 กว่าปีที่

58:48

แล้วไม่มีใครเห็นด้วยเลยเงี้ย

58:50

>> เอาอย่างงี้คือว่าจุดที่มาเป็นนักบำบัด

58:53

แล้วกันนะค่ะ

58:54

>> มันเริ่มจากการตั้งตัวไม่ทันจึงก่อนปี

58:58

2000 ไม่รู้ตัวนะว่าเราเก่งเรื่องนี้นะ

59:01

ครับแต่ก่อนเนี่ยทำงานเป็นผู้บริหาร

59:04

มูลนิธิระหว่างประเทศมันเราดูแล 80

59:07

ประเทศทั่วโลกเนาแล้วเราก็ชอบงานนั้นนะ

59:10

แต่สิ่งที่ชอบมากกว่าเนี่ยแล้วมาค้นพบก็

59:12

คือปี 2004 ที่เกิดเหตุการสึนามิเราต้อง

59:15

ส่งพนักงานเนี่ยลงไปหน้างานนะแล้วเาก็

59:17

เห็นศพเยอะมากแล้วมันก็เกิดความอดหูแล้ว

59:20

เราใช้นักจิตวิทยามาบำบัดเนี่ยแต่บรีฟเรา

59:23

ก็ไม่หายเราต้องไปบำบัดเองกลายเป็น

59:25

พนักงานทุกคนบอกว่าบำบัดกับเราอ่ะได้ผล

59:27

เยอะนั่นคือจุดสปารจุดแรกที่รู้เริ่มรู้

59:30

สึกว่าเรามีสกิลเรื่องนี้แล้วมันเป็น

59:32

สมรรถนะแฝงแต่สิ่งแวดล้อมมันบังคับให้เรา

59:36

ทำหลังจากนั้นหลานซึมเศร้าจนฆ่าตัวตายซ้ำ

59:40

ซ้อนต้องพาไปหาคู่สามีภรรยาที่แคนาดาที่

59:44

ที่พี่ไปเรียนกับเมานานหลายปีนะครับด้าน

59:46

ของจิตวิทยาบำบัดแล้วพาไปรักษาเสร็จเขียน

59:48

หนังสือด้วยกันเป็น bestseller เพื่อให้

59:50

วิทยาทานเนาะเพราะเหายแล้วก็จะส่งคนไป

59:53

บำบัดที่แคนาดาแล้วปรากฏว่าเพูดภาษา

59:55

อังกฤษกันไม่ได้มันเลยบังคับให้เราต้อง

59:57

เปิดคลินิกเพราะว่าเราทางหมอทั้ง 2 ท่าน

1:00:00

เนี่ยก็เลย Grand Licensing ให้เราเปิด

1:00:03

คลินิกเพราะเราเรียนกับเมา 3-4 ปีแล้ว

1:00:06

หลังจากนั้นเนี่ยคนมันก็มาเยอะขึ้นเยอะ

1:00:09

ขึ้นเพราะว่ายิ่งทำเรายิ่งเห็นเลยว่าเรา

1:00:11

เก่งเรื่องพวกนี้เนี่ยคือบางทีสมรรถนะมัน

1:00:14

แฝงจนสถานการณ์มันบังคับให้เราเปลี่ยนบท

1:00:17

บาทจากนักพัฒนาสังคมมาเป็นนักบำบัดตอนแรก

1:00:20

ก็ทำใจอยู่เพราะมันต้องฟังปัญหาคนอ

1:00:24

>> ทุกวัน

1:00:25

>> ค่ะ

1:00:26

>> วันละ 2-3 คนอะไรเงี้ยแต่หลังจากนั้น

1:00:28

เนี่ยก็เลยเห็นจริงๆว่าเมื่อเรามาสายนี้

1:00:31

แล้วว่าคนเหล่านี้แหละคืออาจารย์แล้วเรา

1:00:34

เป็นศิษย์แล้วเราก็ศรัทธาไม่ได้ศรัทธาแค่

1:00:36

ตัวเองนะศรัทธาในเนื้องานจน 20 ปีก็ยังมี

1:00:39

ความศรัทธานี้อยู่แล้วบอกได้เลยว่ามันไม่

1:00:43

ได้สุขตลอดเวลาเพราะหลายคนหลายเรื่องราว

1:00:46

หลายความเจ็บปวดแล้วเราก็ต้องมีน้ำตาร่วม

1:00:49

กับเขาหลายๆครั้งเพราะฉะนั้นถึงบอกว่า

1:00:52

ท้ายสุดเลยเข้าใจจริงๆว่าสิ่งที่ทำให้เรา

1:00:54

ก้าวข้ามจนกลายเป็นคนที่จัดเจนในการบำบัด

1:00:59

และเข้าใจมนุษย์แทบทุกส่งนะเพราะมาหาย

1:01:03

หลายรูปแบบเนี้ยมันเกิดขึ้นเพราะศรัทธา

1:01:06

และความอื่นแชionกับ motivation มาทีหลัง

1:01:10

แล้วท้ายสุดก็เลยก็เลยอยู่ในสายงานเแล้ว

1:01:13

คิดว่าจนวันตายก็อยากทำงานนี้อยู่เป็นงาน

1:01:16

ที่เป็นงานที่ให้ความสุขก็มีแต่สิ่งที่

1:01:21

ชอบมากก็คือทุกวันที่เห็นทิชชู่เยอะมาก

1:01:24

กองอยู่ในตะกร้าแล้วเห็นชีวิตที่ดีขึ้น

1:01:27

เยอะมากแล้วมันทำให้มองว่านี่คืองานที่ดี

1:01:30

งานที่เหมือนเราเราให้ตัวเองไม่ใช่แค่ให้

1:01:34

ตัวเองเท่านั้นแต่เราให้ส่งมอบสิ่งที่สุด

1:01:37

ให้กับคนที่เราทำงานด้วยเพราะว่าเขามี

1:01:40

ชีวิตที่ดีขึ้นมันไม่มีอะไรดีกว่านี้แล้ว

1:01:42

คือการช่วยเพื่อมนุษย์ให้มีชีวิตที่ดี

1:01:43

ขึ้นเพราะฉะนั้นพี่เลยศรัทธาในงานนี้มาก

1:01:46

เมื่อศรัทธามากยังไงก็ทำเพราะเพราะมัน

1:01:48

ศรัทธาไปแล้วอ่ะมันหยุดไม่ไม่ได้

1:01:51

>> เหมือนกับการที่ใช้คำนี้อาจจะได้มั้คะ

1:01:53

อุทิศชีวิตให้กับสิ่งนี้ไปแล้ว

1:01:56

>> ใช่ฮะจริงๆเราอุทิศชีวิตเนี่ยเพราะเรา

1:01:59

เชื่อในมันไงใช่ป่ะแพนด้าจะอุทิศตัวเอง

1:02:02

กับใครกับอะไรก็ตามอย่างบางคนเราเห็นว่า

1:02:06

โอโหเาดูแลพ่อแม่จนเวทีสุดท้ายนะไม่ยอม

1:02:09

แต่งงานอะไรเงี้ยมันคือศรัทธาไงเยินดี

1:02:11

เสียสละพาร์ทนึงของชีวิตที่มีค่ามากของ

1:02:14

เขาอ่ะเพราะอีกชีวิตนึงมันมีค่ามากกว่า

1:02:17

มันคือศรัทธานะ

1:02:18

>> อื

1:02:18

>> มันไม่ได้สุข

1:02:20

อย่างตอนช่วงที่พ่อพี่ป่วยหนักเงี้ยแล้ว

1:02:23

มันสปรลงไปคือเราเห็นเขาว่าจำอะไรไม่ได้

1:02:27

ไปแล้วเรารู้ว่าจุดจบก็คือจำเราไม่ได้แต่

1:02:29

เราอยู่กับเขาอ่ะจนไปถึงจุดนั้นน่ะไม่ใช่

1:02:32

ความสุขนะมันไม่มีความสุขนะที่เห็นตรง

1:02:34

นั้นแต่มันคือศรัทธาที่เราได้อยู่กับเขา

1:02:37

อ่ะจนวินาทีสุดท้าย

1:02:39

>> อื

1:02:39

>> ศรัทธามันไเราไม่ใช่ความสุข

1:02:41

>> เข้าใจคำว่าศรัทธามากขึ้นมากๆแล้วก็หลายๆ

1:02:44

ครั้งเนาะเวลาที่เรามีความรู้สึกบางอย่าง

1:02:47

เกิดขึ้นหรือสึกหลายๆอย่างเกิดขึ้นกับ

1:02:49

ชีวิตจนมันแบบมันแทบจะเป็นข้ออ้างไปหมด

1:02:51

ที่จะให้เราไม่ทำหรือไม่รู้จะทำไปทำไมไม่

1:02:54

มีความหมายอ่ะอาจจะต้องตบกลับมาที่แล้ว

1:02:57

ยังศรัทธากับสิ่งนี้อยู่

1:02:58

>> ใช่

1:02:59

>> อื

1:02:59

>> จริงๆ That's the basic question นั่น

1:03:01

คือคำถามที่ใส่ใจที่สุด

1:03:04

>> อือ

1:03:05

>> เวลาใครถอดใจอ่ะพี่จะถามเลยว่าคุณยัง

1:03:08

ศรัทธาในสิ่งที่ทำอยู่ไหมแล้วเบอกว่า

1:03:10

ศรัทธาพี่ก็บอกว่า keep going เพราะมัน

1:03:12

มันคือแกนของคุณมันคือ essence ของคุณ

1:03:14

>> ขอบคุณดอกเตอรมากๆนะคะที่มาแชร์เรื่องราว

1:03:17

หลายๆอย่างครับ

1:03:18

>> ทั้งความรู้ในเรื่องของการพัฒนาสมรรถนะ

1:03:22

ศักยภาพวันแพด้าว่าทุกคนที่ฟังมาจนถึงตอน

1:03:25

เเข้าใจแน่นอนแล้วแยกออกแน่นอนใจครับ

1:03:28

>> แพนด้าก็เข้าใจแพนด้าเชื่อว่าทุกคนน่าจะ

1:03:30

เข้าใจมากขึ้นแล้วก็เป็นประโยชน์มากค่ะ

1:03:33

เพนด้าอยากบอกดอกเตอร์ว่าสิ่งที่ดอกเตอร

1:03:36

ฟูมฟักมาตลอด 20 กว่าปีที่แล้วโอวันนี้

1:03:38

มันให้ผลที่งอกงามมากนะ

1:03:40

>> โอดีใจจัง

1:03:41

>> ใช่ค่ะแล้วก็เชื่อว่าทุกคนที่ได้ฟังอยู่

1:03:43

อ่ะมันคือศรัทธาของดอกเตอร์เลยล่ะ

1:03:46

ดอกเตอร์ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์แล้ว

1:03:48

จริงๆอือยิ่งใหญ่

1:03:50

>> ครับวันนี้เราชมกันเอง

1:03:52

>> อ่ะเราชมกันเองก็ไม่เป็นไรก็เป็นสิ่งที่

1:03:54

ดีนะคะ

1:03:55

>> เพราะว่าดอกเตอร์บอกว่าจริงๆความคิดของ

1:03:57

เราเนี่ยความคิดรบมันเกิดขึ้นเยอะมากกว่า

1:03:59

อยู่แล้วเพราะฉะนั้นเราจะเป็นดอกไม้ให้

1:04:01

กันก็เป็นเรื่องที่ดี

1:04:02

>> ขอบคุณมากเลยขอบคุณ[เสียงหัวเราะ]มาก

1:04:04

>> สุดท้ายก่อนที่เราจะจบวันนี้ที่เราคุยกัน

1:04:07

ไปอยากให้ดอกเตอร์ให้ key takeaway อยาก

1:04:09

ให้ได้วิธีเช็คเช็คลิสต์นิดนึงว่าเราจะมี

1:04:13

วิธีเช็คตัวเองยังไงว่าตอนเนี้ยกับอายุ

1:04:16

ที่มากขึ้นของเราอ่ะเรากำลังเติบโตขึ้น

1:04:19

จริงๆไม่ใช่แค่เพราะว่าเราเป็นคนมีความ

1:04:21

รู้มากขึ้นนะ

1:04:22

>> อ๋อเวลาเราโตขึ้นนะฮะมันดูที่การตัดสินใจ

1:04:26

เราตัดสินใจด้วยศรัทธาและตัดสินใจได้ข่มม

1:04:30

ข่มนั่นหมายถึงว่าเมื่อตัดสินใจแล้วมัน

1:04:32

ท้าทายให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น Bruce Lee

1:04:36

พูดอยู่ประโยคนึงบอกว่าสิ่งที่สำคัญมาก

1:04:39

ของชีวิตมันชอบมากเลยนะสิ่งสำคัญของชีวิต

1:04:41

เนี่ยคือการที่เราไม่ยึดติดกับเวอร์ชั่น

1:04:44

เก่าของตัวเองอันนี้จริงมากเลยเพราะว่า

1:04:47

ไม่ว่าแพนด้ากับพี่อ่ะเชื่อเหอะบทบาทเรา

1:04:50

เปลี่ยนไปเรื่อยๆแล้วเวลาเราไม่ยอมตัวตัด

1:04:53

สินใจไม่คมอ่ะเพราะเราเสพติดบทบาทเก่า

1:04:55

อย่างที่บอกอ่ะพ่อแม่ที่ลูกออกจากรังอ่ะ

1:04:58

ไม่ยอมจะเป็นแม่จะไม่เป็นอย่างอื่นเราไม่

1:05:01

ชอบไปต่อเราเสพติดโปชัเก่าอย่างนี้สมมุติ

1:05:04

ว่าวันที่พี่สูญเสียคุณพ่อคุณแม่ไปเราไม่

1:05:07

ได้เป็นลูกอีกแล้วแต่เรายังเหลือบทบาท

1:05:09

อื่นเราจะไปต่อมยหรือว่าแพนด้าวันนึงอาจ

1:05:12

จะเป็นผู้บริหารอื่นๆ

1:05:14

>> สาธุค่ะ

1:05:15

>> ที่นอกเหนือจากตรงนี้เราจะไปต่อไหใน

1:05:17

เวอร์ชั่นใหม่เพราะฉะนั้นเนี่ยคำว่าตัว

1:05:21

นั่นหมายถึงว่าเราไม่มี fixation เราไม่

1:05:24

ฝังกับบทบาทเก่าอย่างคนแต่ก่อนเคยมองเรา

1:05:27

ว่าเหยาะแยะเราเสพติดไว่าเออเราเป็นคน

1:05:31

เหยาะยะและยอมให้คำเนี้ยมันตอบย้ำเราจน

1:05:35

เราไม่กลายเป็นคนแข็งแรงคนเอาการเอางาน

1:05:38

เพราะว่ามันคือเวอร์ชั่นเก่านะครับ iPhone

1:05:40

ยังเปลี่ยนกี่เวอร์ชั่นก็ไม่รู้หรือจะ

1:05:43

Samsung จะยี่ห้อใดก็ตามยังเปลี่ยนกี่

1:05:46

เวอร์ชั่นเวอร์ชั่นไม่รู้อันนั้นเป็นแค่

1:05:48

tools ด้วยซ้ำแล้วเราอ่ะเราไม่มี

1:05:50

เวอร์ชั่น 11 12 13 14 15 เลย

1:05:54

>> เพราะฉะนั้นเนี่ยการโตขึ้นนะฮะก็คือขอยึด

1:05:57

คำรู้สดดีแล้วก็คือคุณสามารถทิ้ง

1:06:00

เวอร์ชั่นเก่าของตัวเองได้ถ้าคุณทำมาได้

1:06:03

เรื่อยๆนั่นคือศักยภาพนั่นคือคุณโตขึ้น

1:06:06

แล้วคุณตัดสินใจคมขึ้นคุณไม่กลัวอะไรเลย

1:06:08

คุณยินดีเป็นเวอร์ชั่นใหม่ตลอดเวลา

1:06:11

>> เป็นอะไรที่คมมากค่ะแล้วก็น่าจะเช็คกับ

1:06:14

ตัวเองได้หลายๆครั้งเนาะเพราะว่าการที่

1:06:16

เราจะเติบโตขึ้นได้ทิ้งเวอร์ชั่นเก่าได้

1:06:19

นั่นแหละมันจะมี turning point มันจะมี

1:06:21

ปัญหามันจะมีบางอย่างเข้ามาทดสอบแน่นอน

1:06:23

[เสียงกระแอม]

1:06:23

>> เราก็จะมีความผิดหวังจากคนรอบข้าง

1:06:25

>> อื

1:06:26

>> เพราะว่าเราเป็นมนุษย์ที่เสพติดความเคย

1:06:28

ชินคนรอบข้างจุดแรกจะไม่ชอบเวอร์ชั่นที่

1:06:33

เราเปลี่ยนไปแม้ดีขึ้นนะแต่เขาไม่เข้าใจ

1:06:36

เขาวางตัวไม่ถูกเราอาจจะเป็นอิสระกว่า

1:06:38

เดิมเราอาจจะออกนอกลูกกว่าเดิมหรือไปทำใน

1:06:42

สิ่งซึ่งเขาไม่คุ้นแล้วช่วงแรกจะต้อง

1:06:44

เผชิญความเจ็บปวดจากความผิดหวังของคนรอบ

1:06:47

ข้างแต่ยาวๆก็จะเข้าใจว่าเราทำสิ่งที่มัน

1:06:50

ช่วยทั้งเขาทั้งเราเงี้ยอย่างเราไปหางาน

1:06:53

ซึ่งเขาไม่เข้าใจเงี้ยกว่ามันจะ make

1:06:55

money เงี้ยมาใช้เวลาปี 2 ปีแต่เรารู้

1:06:58

เลยว่ามัน make แน่นอนแล้วมันจะกลับมา

1:07:00

ช่วยครอบครัวอะไรเงี้ยเพราะฉะนั้นเราก็

1:07:02

ต้องทนกับความผิดหวังช่วงแรกเพราะเราเป็น

1:07:04

เวอร์ชั่นที่ดีขึ้นก็จริงแต่ว่าเป็น

1:07:06

เวอร์ชั่นที่คนยังใช้งานไม่เป็นยังไม่

1:07:08

เข้าใจเรา

1:07:09

>> ค่ะแม้บางครั้งอาจจะต้องเผชิญกับการเติบ

1:07:12

โตอย่างเงียบๆในใจของตัวจริง

1:07:15

>> เราต้องไม่แพ้เสียในหัว

1:07:17

>> อันนี้สำคัญ

1:07:18

>> ต้องไม่หมกมุ่นกับความเห็นคนอื่น

1:07:19

>> ค่ะ

1:07:20

>> ต้องหมกมุ่นกับเวอร์ชั่นใหม่ตัวเอง

1:07:24

>> วันนี้ค่ะทางเกลาก็มีกระเป๋าผ้ามามอบให้

1:07:26

ดอกเตอร์

1:07:26

>> โหขอบคุณมากครับ

1:07:28

>> สวยจังเลย

1:07:29

>> ตึ๊บนี่ด้านใน

1:07:31

>> ได้ใช้แน่นอนอันนี้ฮ

1:07:32

>> ได้ใช้แน่นอนข้างในนะคะอนุญาตขอขอเปิดให้

1:07:35

ดูนิดนึงโอเคข้างในมีหลายช่องมากเลยนะคะ

1:07:38

สามารถใส่กระบอกน้ำได้ด้วยคนเดี๋ยวนี้ชอบ

1:07:41

พกกระบอกน้ำค่ะ

1:07:42

>> อ่าโอสวยครับได้ใช่แน่นอนขอบคุณมากค่ะ

1:07:45

>> อันนี้มอบให้ดอกเตอร์เลยนะคะแล้วก็ใครที่

1:07:47

อยากได้กระเป๋าแบบนี้นะคะสามารถอุดหนุน

1:07:49

ทางเกลาได้ที่ใต้ description นี้นะคะทาง

1:07:51

เกลายังมีเสื้อเกลานะคะมีหมวกเกลาแล้วก็

1:07:54

มีหนังสือเกลาออกใหม่ด้วยนะคะตอนนี้ฝาก

1:07:56

สนับสนุนนะคะเอาไปเก็บคนละเล่ม 2 เล่ม

1:07:59

แล้วก็ถ้าใครอยากสนับสนุนดอกเตอร์เนี่ย

1:08:01

ติดตามได้ช่องทางไหนบ้างคะแล้วก็มี

1:08:03

หนังสือหรือว่ามีอะไรให้คนไปอุดหนุนบ้าง

1:08:06

>> ผลงานหนังสือเล่มสุดท้ายคือเปลี่ยนแผล

1:08:08

เป็นพลังนะครับของสำนินเ้าบอกว่าหมดหมด

1:08:13

แผงไปแล้วเนาะแต่ถ้ายังไงลองไปเช็คดูนะ

1:08:15

ครับอาจจะซื้อออนไลน์ได้แล้วก็รวมถึงเพจด

1:08:19

the filter ไปตามกันได้เลยครับ

1:08:21

>> ไปตามกันได้นะคะท่านก็ตามอยู่ดอกเตอร์ก็

1:08:23

จะมีมีเนื้อหามีบทความมาแชร์ให้เราแล้วก็

1:08:26

ได้เรียนรู้ไปด้วย

1:08:27

>> เออ[เสียงกระแอม]

1:08:28

>> เฮ้ยจริงๆควรตามอย่างยิ่งเพราะว่า

1:08:30

ดอกเตอร์เนี่ยมีบทเรียนจากคนเยอะบางทีเรา

1:08:32

ไม่ต้องไปเรียนรู้เองนะคะเราเรียนรู้ผ่าน

1:08:34

ดอกเตอร์ก็ได้นะคะก็ฝากติดตามทั้ง

1:08:36

ดอกเตอร์แล้วก็ฝากติดตามทางช่องเกาด้วยนะ

1:08:38

คะดูคลิปนี้แล้วนะคะฝากกดไลค์กดแชร์คลิป

1:08:41

นี้นะคะให้คนที่คุณรักมันจะจะเป็นการให้

1:08:44

ที่ดีมากๆนะคะเพราะว่าความรู้นี้ถ้าใคร

1:08:47

ได้รู้แล้วเอาไปปรับเปลี่ยนกับตัวเอง

1:08:48

เนี่ยชีวิตน่าจะดีขึ้นกันก็ยังไงก็ฝาก

1:08:51

ด้วยนะคะแล้วก็เดี๋ยวถ้ามีโอกาสในอนาคต

1:08:53

เราหวังว่าจะได้คุยกันใหม่นะคะ

1:08:55

>> ได้เลยครับได้เลย

1:08:56

>> วันนี้ขอบคุณดอกเตอร์มากๆนะคะขอบคุณค่ะ

1:08:58

>> สวัสดีครับ

1:09:01

>> ทำไมเราไม่เกลาตัวเองก่อนที่เราจะไปเกลา

1:09:04

คนอื่น

Continue with YouTLDR

Analyze another video with Pro

Process a new video, search every timestamp, compare sources, and keep the result in your library.

Get Pro — $12/month30-day money-back guarantee

More transcripts

Explore other videos transcribed with YouTLDR.