วิธีปลดล็อกศักยภาพที่ซ่อนอยู่ ฟังจบเปลี่ยนชีวิตได้จริง | เกลา X ดร.ต้อง พงษ์รพี
ศักยภาพมนุษย์ไร้ขีดจำกัดหากเข้าใจการบริหารประสบการณ์ ความเจ็บปวด และการเปลี่ยนผ่านบทบาทชีวิต (EGO) โดยหัวใจของการเติบโตไม่ใช่แรงบันดาลใจชั่วคราว แต่คือความอึดและศรัทธา พร้อมทั้งฝึกให้ความรู้สึกเป็นเพียง 'บ่าว' ไม่ใช่ 'นาย'.
Section summaries
ประมวลไฮไลท์สำคัญของบทสัมภาษณ์ นำเสนอหลักคิดเรื่องการไม่ยอมตกเป็นทาสของอารมณ์ความรู้สึก การใช้คนเก่งรอบตัวเป็นคู่เทียบเพื่อพัฒนาตนเอง และการอาศัยศรัทธากับความอึดเป็นหัวใจหลักในการก้าวข้ามขีดจำกัด.
นิสัย (Habit) มีความเชื่อมโยงแนบแน่นกับบุคลิกภาพ (Personality) โดยส่วนหนึ่งถูกกำหนดมาโดยธรรมชาติผ่าน DNA เช่น ความเป็น Introvert หรือ Extrovert แต่อีกส่วนหนึ่งถูกหล่อหลอมและพัฒนาขึ้นได้จากสภาพแวดล้อมและการอบรมเลี้ยงดู.
- นิสัยเดินคู่ขนานไปกับบุคลิกภาพเสมอ
- พฤติกรรมบางส่วนติดตัวมาแต่กำเนิด แต่บางส่วนสามารถสร้างและปรับเปลี่ยนผ่านสภาพแวดล้อมได้
ศาสตร์เรื่องศักยภาพมนุษย์มีประวัติยาวนาน มีลักษณะนิสัยบางอย่างที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้ แต่ทักษะสำคัญอย่างความอึด ความขยัน การมี Growth Mindset และการมีสมาธิจดจ่อ คือส่วนที่สามารถฝึกฝนและพัฒนาได้จริง.
- ความอึด (Resilience) และ Growth Mindset เป็นลักษณะนิสัยที่ฝึกฝนและเทรนได้
คนทั่วไปมักสับสนระหว่างสมรรถนะ (Performance/Competency) ซึ่งมีขีดจำกัดทางกายภาพ กับศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัด โดยศักยภาพที่แท้จริงประกอบด้วย 3 มิติคือ EGO ได้แก่ Experience (การคัดสรรประสบการณ์), Growth (การเติบโตจากการบริหาร Pain), และ Ontology (การปรับตัวตามบทบาทและช่วงวัย).
- สมรรถนะมีเพดานจำกัด แต่ศักยภาพในการจัดการชีวิตไม่มีขีดจำกัด
- EGO Framework ประกอบด้วย Experience, Growth จาก Human Pain, และ Ontology ตามช่วงวัย
สมรรถนะเฉพาะทางอาจมีขีดจำกัดจนต้องยอมรับความจริงในบางทักษะ แต่เราสามารถดึงศักยภาพด้านอื่นเข้ามาทดแทนเพื่อสร้างจุดเด่นใหม่ได้ โดยพฤติกรรมมนุษย์แบ่งเป็นสเปกตรัมระหว่าง Plan Behavior (สิ่งที่ต้องใช้เวลาวางแผน) กับ Radical Behavior (สิ่งที่ทำได้คล่องแคล่วเป็นธรรมชาติ).
- หากสมรรถนะด้านใดมีขีดจำกัด ให้ใช้ศักยภาพด้านอื่นเข้ามาเสริมแทน
- พฤติกรรมของคนมีทั้งแบบที่ต้องใช้พลังงานวางแผนล่วงหน้าและแบบที่เป็นสัญชาตญาณตามธรรมชาติ
มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่พัฒนาได้เสมอ โดยศักยภาพ 6 ด้าน (เช่น Self-management, High Order Thinking, Communication, Coexistence, Citizenship) มีหน้าที่ช่วยโอบอุ้มสมรรถนะหลัก หากขาดศักยภาพแวดล้อมหรืออยู่ในบริบทที่ผิด สมรรถนะที่แท้จริงก็อาจกลายเป็นเพียงศักยภาพแฝงที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้.
- ศักยภาพ 6 ด้านทำหน้าที่ส่งเสริมให้สมรรถนะแกนกลางทำงานได้ถูกทิศทาง
- การอยู่ผิดที่ ผิดเวลา หรือขาดการสื่อสารที่ดี อาจทำให้สมรรถนะโดนกลบจนกลายเป็นศักยภาพแฝง
งานของนักพัฒนาศักยภาพไม่ใช่การสอนทักษะเฉพาะด้าน แต่คือการเป็น Human Experience Expert เพื่อช่วยบุคคลระดับแนวหน้าจัดการกับจุดเปลี่ยนฉับพลัน (Turning Points) ความเจ็บปวดในอดีต หรือการสลับบทบาทชีวิตที่ไม่คุ้นเคย ผ่านกระบวนการ Design & Discover, Intervention, และ Follow up.
- Turning Point ที่อยู่นอกแผนมักกระทบต่อโครงสร้างชีวิตและจิตวิทยาอย่างรุนแรง
- กระบวนการดูแลแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน: ดีไซน์และค้นหาปัญหา, การลงมือแก้ไขร่วมกัน, และการติดตามผลลัพธ์
การมองหาคนเก่งมาเป็น 'คู่เทียบ' (Benchmark) ช่วยให้เราเห็นกระบวนการและทักษะที่ยังขาดอยู่เพื่อนำมาปรับจูนตนเอง ต่างจากการเปรียบเทียบเชิงอิจฉาที่ไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ใดๆ การมีคู่เทียบที่ดีจะทำให้เกิดการเรียนรู้และโฟกัสไปที่การพัฒนาเนื้องาน.
- คู่เทียบช่วยให้เรามองเห็นรายละเอียดที่ต้อง Fine-tune ในทักษะของตนเอง
- หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบที่นำไปสู่อารมณ์อิจฉาเพราะจะบั่นทอนการพัฒนา
อุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งศักยภาพมี 2 ประการ ได้แก่ Self-Indulgence (การตามใจอารมณ์ความรู้สึกโดยไม่คัดกรอง) และ Obsession (ความหมกมุ่นในสิ่งที่ไม่สำคัญ เช่น ความเห็นคนอื่นหรือความกลัวล้มเหลว) โดยวิธีแก้คือต้องฝึกให้ความรู้สึกเป็นเพียง 'บ่าว' ที่เรารับรู้แต่ไม่จำเป็นต้องทำตาม.
- อย่าปล่อยให้อารมณ์เป็นนาย จงคัดกรองความรู้สึกว่าสิ่งใดแค่รับทราบ และสิ่งใดควรทำตาม
- ความหมกมุ่นในเสียงวิจารณ์ของผู้อื่นคือตัวการทำลายศักยภาพตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น
ทุกเส้นทางการพัฒนาตนเองจะต้องผ่านด่านความผิดหวังและความเจ็บปวดเสมอ เพราะผลลัพธ์มักต้องใช้เวลาสะสมแบบ Slow and Steady ความสุขที่มั่นคงในระยะยาวไม่ได้เกิดจากความสำเร็จเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสามารถในการบริหารความเจ็บปวดและการเรียนรู้จากบาดแผล.
- ความผิดหวังและการถูกเข้าใจผิดคือบททดสอบด่านแรกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
- ระบบความสุขที่ยั่งยืนของมนุษย์สร้างขึ้นจากการบริหารความเจ็บปวดได้ดี
Key points
- ศักยภาพคือโมเดล EGO — สมรรถนะอาจมีเพดานจำกัดตามธรรมชาติ แต่ศักยภาพพัฒนาได้ไร้ขีดจำกัดผ่านการบริหารประสบการณ์ (Experience), ความเจ็บปวด (Growth จาก Pain) และบทบาทตามช่วงวัย (Ontology).
- เปลี่ยนความรู้สึกให้เป็นบ่าว — อย่าปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกชั่ววูบหรือความขี้เกียจบงการชีวิต จงฝึกคัดกรองอารมณ์ให้ทำหน้าที่เพียงแค่ 'รับทราบ' แต่ลงมือทำตามเป้าหมายด้วยวินัย.
- ศรัทธากับความอึดสำคัญกว่า Passion — คนที่ประสบความสำเร็จระดับสูงขับเคลื่อนด้วยความอึดและศรัทธาในเนื้องาน มากกว่าการพึ่งพาแรงผลักดันชั่วคราวอย่างแรงจูงใจหรือ Passion.
- กล้าทิ้งเวอร์ชันเก่าของตนเอง — การเติบโตที่แท้จริงไม่ใช่แค่การมีความรู้เพิ่มขึ้น แต่คือการตัดสินใจที่เด็ดขาดและพร้อมสลัดบทบาทเดิมเพื่อก้าวสู่อัตลักษณ์ใหม่โดยไม่กลัวคำตัดสินของผู้อื่น.
AI-generated from the transcript. May contain errors.
คนที่อยากจะพัฒนาศักยภาพ[เพลง]สิ่งแรกที่
ต้องทำก็คือความรู้สึกเราอ่ะต้องเป็นบ่าว
ไม่ใช่เป็นนายอย่าเชื่อทุกความรู้สึกที่
เข้ามาเพราะถ้าเราเชื่อทุกความรู้สึกเรา
จะตามใจตัวเองให้มีทิติทุกความรู้สึกที่
เข้ามาเราต้องคัดด้วยว่าอันนี้แค่รับทราบ
หรือทำตาม Bruce Lee พูดอยู่ประโยคนึง
บอกว่าสิ่งที่สำคัญมากของชีวิตคือการที่
เราไม่ยึดติดกับเวอร์ชั่นเก่าของตัวเอง
อันนี้จริงมากเลยมนุษย์เนี่ยเรียนผ่านพ่อ
แบบแม่แบบเสมอเราเอาตัวไปใกล้คนเก่งเห็น
ปุ๊บมันคือคู่เทียบทันทีสมมุติเขามี
[เพลง]บางอย่างที่เราก็มีแต่เขาพัฒนาไป
ได้ไกลกว่าแนวโน้มก็คือเราก็อยากจะเลียน
แบบเพื่อจะพัฒนาไม่เท่าเขาก็ไกลกว่าเขา
หรืออย่างน้อยพัฒนาขึ้นใช่ป่ะมันไม่ผิด
ที่เราจะเปรียบเทียบเป็นคู่เทียบแต่อย่า
เปรียบเทียบและอิจฉาอันนั้นคือต้องกล่าว
หลายคนหมกมุ่นกับสิ่งที่สำคัญรองลงมาคือ
หมกมุ่นกับความเห็นคนอื่นหมกมุ่นกับการ
ตอบย้ำตัวเองว่าทำไม่ได้หมกมุ่นกับการมอง
ความผิดพลาดล้มเหลวการไม่ยอมบริหารความ
ผิดหวังซึ่งจำเป็น[เพลง]ที่เก่งจัดๆในสาย
งานตัวเองฮะ inredient สำคัญที่สุดคือ
ศรัทธากับความอึด 2 สิ่งคุณมี 2 สิ่งนี้
ไม่มีแชionไม่มี motivation คุณก็รอด
เรามีหนังสือใหม่แล้วนะสั่งซื้อได้ที่
ลิงก์ด้านล่างเลย
สวัสดีค่ะ
>> สวัสดีครับเจอกันอีกแล้ว
>> เจอกันอีกแล้วค่ะแล้วก็วันนี้อุ๊ย
ดอกเตอร์มาตามสัญญา
>> มาตามสัญญา
>> ใช่เพราะว่าถ้าใครที่ติดตามเกลาเนาะ
ดอกเตอร์เคยมาออกเกลาแก้โรคไปละ 1 EP
แล้วเราก็มีการสัญญากันนิดหน่อยไว้ท้าย
คลิปว่าเดี๋ยวจะชวนดอกเตอร์มาออก
อินเทอร์วิวแล้ววันนี้ดอกเตอร์ก็มาแล้วนะ
คะต้องขอขอบคุณมากๆ
>> โหขอบคุณรายการเช่นกันที่ให้เกียรติ
>> ค่ะแล้วก็คือเนื้อหาที่เราจะคุยกันวัน
เนี้แพนด้าว่ามีประโยชน์กับหลายๆคนแน่นอน
เพราะว่าดอกเตอร์เป็นนักพัฒนาศักยภาพ
มนุษย์โหวันนี้เนี่ยเราจะต้องมาเจอกันว่า
คำว่าศักยภาพภาพคืออะไรแล้วมาเข้าใจตัว
เองกันมากขึ้นแล้วก็อาจจะได้ได้ฮิ้นบาง
อย่างค้นหาตัวเองกันได้แต่ก่อนอื่นแฟน
อยากถามดอกเตอร์ก่อนว่าถ้ามาช่องเกลาเกลา
นิสัยอันตรายเนี่ยค่ะดอกเตอร์ว่าคำว่า
นิสัยในมุมมองของดอกเตอร์เนี่ยหมายความ
ว่าอะไรคะ
>> คือนิสัยหรือ habit เถ้ามองในแง่ของการ
แยกประเภทนิสัยเนี่ยมันมองได้เยอะมากนะ
>> อือ
>> เพราะมันจะเค้าเรียกว่าอะไรอ่ะมันจะอยู่
คู่กับบุิกภาพ
>> ค่ะ
>> ใช่มั้ครับ personality กับนิสัยนะสมมุติ
ว่าเรามีบุคลิกภาพที่เป็น introvert นะ
เป็นคนไม่ค่อยชอบเข้าสังคมนิสัยก็จะแบบ
นึงก็จะอยู่กับตัวเองเยอะแต่ถ้าเราเป็นคน
extrovert เป็นคนชอบเข้าสังคมนิสัยก็จะ
เป็นอีกแบบก็คือชอบไปพบปะผู้คนชอบทำงาน
เป็นกลุ่ม
>> อื
>> ชอบเรียนรู้เป็นกลุ่มอะไรอย่างเงี้ยเพราะ
ฉะนั้นนิสัยเนี่ยมันจะเคียงคู่กับภาพนี่
ในส่วนของที่เ้าเรียกว่าเป็น nature นะ
คือธรรมชาติที่มากับ DNA เรา
>> ค่ะ
>> ส่วนในส่วนของสิ่งแวดล้อมการอบรมเลี้ยงดู
แล้วก็สิ่งแวดล้อมที่เราอยู่มันก็สามารถ
พัฒนานิสัยเราไปทั้งแง่บวกและแง่ลบได้
นิสัยแง่บวกก็คือขยันเอาการเอางานเป็นคน
อดทนใช่มั้ฮะนิสัยด้านลบก็คือขี้โกรธขี้
กังวลอะไรอย่างเงี้ยเพราะงั้นนิสัยเนี่ย
Habit หรือ Habit formation เนี่ยมัน
เกิดได้ทั้งธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแต่มัน
จะเคียงคู่กับภูริกภาพเสมอ
>> อือค่ะแล้วมันเป็นไปได้มั้คะว่าศักยภาพ
ของคนเราเนี่ยอาจจะถูกกำหนดด้วยนิสัยไว้
แล้ว
>> ใช่
>> ออ
>> คือศาสตร์เรื่องของ potentiality ใน
ศักยภาพเนี่ยมันมีมาตั้งแต่ปี 60 ละ
>> ค่ะ
>> ยาวนานมากนะแล้วเศึกษาแพทเทิร์นของบุคลิก
นิสัยคนก็คือนิสัยกับบุคลิกมันตีคู่กัน
เนาะมันเป็นคู่เทียบ
>> บุคลิกแบบนี้ก็จะมีนิสัยแบบนี้เเรียกว่า
ก็คือแก้ไม่ได้แต่มีนิสัยที่แก้ได้ที่เรา
คุยกันเช่นความขยันความอึด resilience
หรือการโฟกัสหรือการเป็นคนมี growth
mindset มี mindset ที่พร้อมจะปรับปรุง
ตัวเองและโตอันนี้จะเป็นสิ่งที่เราเทรน
ได้เพราะงั้นมันมีในส่วนที่เขาบอกว่ามา
ตั้งแต่เกิดเป็นเทรดเป็นส่วนที่เขาบอกว่า
เทรนได้มี 2 ส่วน
>> อืก่อนที่เราจะไปคุยเจาะลึกกันมากขึ้น
เนาะเพราะอยากให้ดร. define คำว่าศักยภาพ
ในมุมมองของนักพัฒนาศักยภาพ
[เสียงหัวเราะ]นะคะจริงๆคำนี้หมายความว่า
อะไร
>> ขอขอเบรคเป็น 3 คำดีกว่า
>> อ
>> คือเวลาเราเข้าใจคำเนี้ยปกติที่ฟังมานะคน
ส่วนใหญ่จะไปมองในเรื่องของสมรรถนะ
>> อื
>> อ่ะอย่างเช่นสมมุติว่าศักยภาพในการวิ่ง
เงี้ย
>> อย่างวิ่ง 100 มตรเนี่ยเบิร์น 1 ของโลก
อาจจะวิ่งได้[เพลง] 9.8 วินาทีหรือ 9.5
75 จำไม่ได้นะ World Record แต่คนจะ
วิ่งได้ 13 วินาทีสมรรถนะเราไม่มีทางหรอก
คนวิ่งได้ 13 จะไปวิ่งได้ 9.5 แล้วแล้ว
recอร์ใช่ป่ะเอาจจะขยับมาได้ 12.8.7 7
แต่นั่นคือสมรรถนะมันจะมีขีดจำกัดพอพูด
เรื่องสมรรถนะเนี่ยมันก็คือเรื่องพวกนี้
คือเรื่องของว่าเราขีดขีดสุดเราไปอยู่ตรง
ไหนในเรื่องหนึ่งเรื่องวิ่งเรื่องออก
กำลังกายเรื่องอะไรก็ตามแต่ว่าในส่วนที่
มันไม่มีขีดจำกัดเนี่ยมันจะเป็นเรื่องของ
ใช้คำว่าแล้วกัน[เสียงกระแอม]อีแรกก็คือ
experience human experience ศักยภาพ
เนี่ยมันเกี่ยวข้องกับการที่เราเอา
ประสบการณ์ทบประสบการณ์ในชีวิตเนี่ย
มาเรียนรู้ต่อยอดนะครับนั่นคือเราต้องคัด
สรรคัดกรอง curate human experience
นั่นคือตัว e ใช้คำว่า ego เนอันที่ 2
คือ growth growth เนี่ยมันคือ human
pain ตัวแรกจะเป็นมันจะเป็น human
experience ประสบการณ์มนุษย์
>> ตัวที่ 2 จะเป็น human pain ความเจ็บปวด
ของของมนุษย์เราทุกคนโตขึ้นมีศักยภาพขึ้น
จากความเจ็บปวดด้วยเมื่อเราบริหารความ
เจ็บปวดเป็นมันจะกลายเป็นพลังงานมันจะ
กลายเป็นความแข็งแรงแงกลายเป็น strength
โดยเฉพาะ strength of character เราจะ
มีบุคลิกนิสัยที่แข็งแรงในการสู้กับทุก
สิ่งอันนี้ก็คือตัวที่ 2 ตัว G คือ GR
ที่เกิดมาจาก Pain การบริหารความเจ็บปวด
การอันแรกคือบริหารประสบการณ์อันที่ 2
บริหารความเจ็บปวดในชีวิตอันที่ 3 ตัว O
คือologyคือบริหารพัฒนาการของตัวเราตาม
ช่วงวัยเพราะเรามีบทบาทไม่เหมือนกันเนาะ
บางคนแต่งงานก็ต้องเป็นสามีเป็นภรรยาบาง
คนทำธุรกิจStartอก็ต้องผันตัวเป็น prene
จากไปก่อนเป็นพนักงานออฟฟิศปกติอะไรเงี้ย
ซึ่งแต่ละบทบาทหน้าที่นะครับมันคือช่วง
ที่เราจะต้อง develop นี่คือเรื่องของ
human development แล้วคือการพัฒนาตัว
ให้เป็นเวอร์ชั่นที่ดีขึ้นเพื่อจะฟิตกับ
บทบาทหน้าที่ใหม่หรือพ่อแม่ที่ลูกออกจาก
รังไปแล้วแล้วไม่เหลือลูกแล้วบทบาทพ่อแม่
ไม่มีแล้วกลับมาเหลือแต่สามีภรรยาก็ต้อง
บริหารศักยภาพตรงนั้นว่าเราจะกลับมาเป็น
สามีภรรยากันอย่างไรครั้งที่ลืมบทบาทนี้
ไปนานมากแล้ว
>> อื
>> เพราะฉะนั้นเนี่ยเราต้องบริหาร EG Ego
คือ Experience Growth กับ Onthology
บริหารประสบการณ์บริหารความเจ็บปวดแล้วก็
บริหารการเติบโตตามช่วงวัยเพราะบทบาทหน้า
ที่เปลี่ยน
>> อื EGO อันนี้คือเป็นเ้าเรียกว่าแยกให้
เห็นภาพชัดๆของคำว่าศักยภาพที่เป็นความ
หมายจริงๆของศักยภาพ
>> ใช่อันนี้คือการรวบรวมจากงานวิจัย
>> ค่ะ
>> ของของพี่เองเพราะเนี้ย
>> ค่ะ
>> 10 คน
>> เข้าใจ
>> 10 อย่างบางคนพูดเป็นเรื่องสมะบางคนพูด
เป็นเรื่องประสบการณ์บางคนพูดเป็นการ
บริหารความเจ็บปวด
>> อื
>> Pychology หรือ clinical psychology
แล้วบางคนก็พูดเป็นเรื่องของพัฒนาการตาม
ช่วงวัยบทบาทหน้าที่ที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะ
Career Development เพราะงั้นสำหรับพี่
พี่บอกมันคืออีโก้ทั้งหมดอ่ะ
>> อื
>> มันคืออีโก้เราที่มีทั้งประสบการณ์ความ
เจ็บปวดชีวิตมันมีความเจ็บปวดด้วยเนาะ
แล้วก็พัฒนาการ
>> อือฮึโอเคโอเคตอนนี้เข้าใจแล้วเนาะว่า
สมรรถนะกับศักยภาพคนละอย่างกันแปลว่ามัน
ก็อาจจะตอบคำถามได้ว่าจริงๆแล้วศักยภาพ
ของคนเราอ่ะมันไม่ได้มีขีดจำกัดเพราะมัน
ต้อง develop อยู่เรื่อยๆ
>> ถ้าสมรรถนะเป็นไปได้มีกิจกัด
>> สมมุติวิ่งอ่ะฮะยังไงผมวิ่งไม่ได้ 9.5 5
>> อือฮึ
>> ถ้าเป็นสมรรถนะเนี่ยในหลายเรื่องมีจำกัด
>> ค่ะ
>> เราอาจจะต้องยอมรับเลยว่าสมมุติสมมุติว่า
เรามีลูกแล้วบังคับลูกให้เต้นบัเลย์แต่
ลูกเต้นบัลเล่์ยังไงก็ก็ไม่ได้หรือบังคับ
ให้ร้องเพลงเงี้ยยังไงก็ร้องเพียรอ
>> อื
>> สมรรถนะมันไม่ไปจริงๆอ่ะ
>> ค่ะ
>> เพราะฉะนั้นเนี่ยถ้าเป็นเรื่องสมรรถนะเรา
ต้องเจียมตัวนิดนึงบางเรื่องมันไม่ได้
จริงๆถ้าร้องเพลงไม่เพราะพยายามยังไงมัน
ก็อาจจะไปได้ประมาณ 10-20% นะแต่ถ้าเป็น
เรื่องที่ว่าเนี่ยเรื่องประสบการณ์การ
บริหารความเจ็บป่วแล้วก็พัฒนาบทบาทหน้า
ที่อันเนี้ค่อนข้างไม่มีกิจจำกัด
>> โอเคตอนนี้พ้าเห็นบางอย่างคือมันมีเรื่อง
ของความสามารถอ่ะถ้ากำลังมองว่าเวลาที่
เราอยากจะพัฒนาตัวเองเนาะ
>> อย่างเมื่อกี้ดอกเตอร์แนะนำยกตัวอย่าง
ขึ้นมาคือเรื่องของร้องเพลง
>> ใช่
>> เราก็จะเคยได้ยินว่าเฮ้ยคนเรามันฝึกได้
[เสียงหัวเราะ]ศักยภาพของคนเรามันพัฒนา
ได้แต่ว่ามันต้องแยกเหมือนกันใช่มั้คะ
ความสามารถ
>> พี่มีเพื่อนนะที่ที่เา้าอยากร้องเพลง
เพราะ
>> ค่ะ
>> แต่ยังไงก็ร้องเพี้ยน
>> อื
>> มันถึงขนาดเค้าแบบเรียนเป็น 100 ชั่วโมง
อ่ะแล้วมาลองให้เราฟังเราต้องบอกเลยว่า
ชอบความพยายามนะ
>> แต่อาจจะพอเหอะ
ก็อาจจะยังอาจจะยัง
>> คืออย่างงี้คือว่าเอางี้แม้แต่แพนด้ากับ
พี่อ่ะครับ
>> มันไม่ใช่ทุกคนจะเป็นพิธีกรได้นะ
>> ใช่มั้มันไม่ใช่ทุกคนในโลกที่จะเป็นได้
แต่ถามว่าเราทุกคนโดนบังคับให้พูดในที่
สาธารณะเป็นไปได้แต่มันต้องวางแผนเยอะมาก
บางคนบางทีต้องวางแผนเป็นแบบครึ่งวัน
คล่อนวันกว่าจะพูดได้ 10-20 นาทีนะแต่บาง
คนเนี่ยโอ้โหไม่ต้องวางแผนเลยพูดต่อยหอย
ได้หลายชั่วโมงแล้วคนก็นั่งฟังแบบไม่ไป
ไหนด้วยอันเนี้ยมันคือสมถนะเหมือนกัน
>> เพราะงั้นเพราะงั้นเราต้องแยกให้ได้ว่า
บางเรื่องเราก็มีสมรรถนะจำกัดแต่ถ้าเป็น
เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับสมรถนะอันนี้ไม่
จำกัด
>> อือ
>> เช่นการบริหารความเจ็บปวดทุกคนบริหารได้
ไม่จำกัดแล้วหลายคนพอบริหารได้หลายเรื่อง
ชีวิตก็พุ่งเยอะเพราะไม่ค่อยกลัวอะไรละ
แต่บางคนกล้าบริหารแค่เรื่องเดียวถามว่า
มันขีดจำกัดมั้ยไม่หรอกเบริหารได้อีกแต่เ
ขอเอ่ะเเเเเเไปได้ช้ากว่าคนอื่น
>> อือ
>> อาจจะเป็นเพราะเาขี้กลัวกว่าหรือบุกลิ
นิสัยไม่ไป
>> ค่ะ
>> อืทีนี้อยากถามดอกเตอร์ว่าแล้วเราจะมี
วิธีการเหมือนจะมาเค้าเรียกแครกตัวเองยัง
ไงว่าโอเคเรามีศักยภาพอ่ะเรื่องเนี้ยเรา
คิดว่าเราน่าจะพัฒนาได้น่าจะศักยภาพไปอีก
ได้กับเรื่องเนี้ยเราคิดว่ามันคงติดที่
สมรรถนะจริงๆแล้วคือมันจะได้ไม่เป็นข้อ
อ้างให้กับตัวเองอ่ะค่ะ
>> พอดีพี่ทำ assessment นึงนะซึ่งเทำวิจัย
เรื่องนิสัยโดยเฉพาะเลยเราจะแบ่งนิสัย
เนี่ยเป็น Spectrum นะด้านซ้ายสุดเขา
เรียกว่า Plan Behavior Plan Behavior
ก็คือถ้าไม่วางแผนไม่มีทางทำได้อีกด้าน
หนึ่งก็คือ radical behavior ก็คือไม่ทำ
ไม่ได้ไปที่ไหนเนี่ยจะต้องทำให้ได้เพราะ
ว่าเป็นสิ่งที่มีความสุขมากๆแล้วก็เป็น
ธรรมชาติเลยอย่างสมมุติว่าคนนึงเป็นนัก
แก้ปัญหานะไปที่ไหนเนี่ยอดช่วยแก้ปัญหา
ให้เขาไม่ได้อ่ะถ้าไม่ยอมให้แก้ปัญหา
ปัญหาจะหงุดหงิดมากเลยคือให้เจอปัญหาฉัน
ขอเป็นคนเข้าไปแก้ก่อน
>> แต่บางคนการแก้ปัญหาเป็นplanน behavior
ก็คือไม่ยุ่งได้จะดีมากเลยอ่ะคืออันนี้
หมายถึงว่าการเข้าไปแก้วิกฤตปัญหาวิกฤตนะ
บางคนทำได้เลยบางคนต้องนั่งวางแผนเป็นวัน
กว่าจะเข้าไปทำได้เพราะั้นเนี่ยก็เป็น
เรื่องสมรถนะเหมือนกันบางคนรู้เลยว่าบาง
คนมีความเก่งในเรื่องของการสืบสวนสอบสวน
ไปถึงจุดปุ๊บเนี่ยสามารถแป๊บเดียวรู้เลย
ว่าคนเนี้ยไปทำอะไรมาแล้วต่อไปจะทำอะไร
แต่คนน่ะเรื่องพวกนี้ไม่ถนัดเลยแต่เป็นคน
อ่านความรู้สึกคนเก่งไอ้คนสืบเก่งอ่าน
ความรู้สึกคนไม่เก่งไอ้คนอ่านความรู้สึก
คนเก่งสืบไม่เก่งก็ต้องมาร่วมกันเพราะว่า
คนเนี้ยอ่านความรู้สึกเนี่ยต้องวางแผนอีก
คนนึงอ่านความรู้สึกทำได้เลย
>> อีกคนนึงสืบสวนต้องวางแผนอีกคนนึงสืบสวน
ทำได้เลยอันเนี้ยเขาเรียกว่าเป็นสปectrum
ของนิสัยถ้านิสัยใดก็ตามที่เรามีสวรรทั
จำกัดเนี่ยเราจะรู้เลยว่าถ้าเราจะทำสิ่ง
นั้นน่ะต้องวางแผนนานกว่าชาวบ้าน
>> อืมันก็จะรู้ตัวอยู่
>> เค้าเรียกว่า plan behavior
>> แต่ถ้าคนนั้นบอกโอ๊ยเรื่องนี้เหรอเดี๋ยว
ทำเลยไม่ต้องวางแผนไม่ต้องคิดเยอะ
>> ลุยได้เลย
>> อันเนี้ยคือ intense หรือ radical
behavior ก็คือเป็นสิ่งที่อยู่ใน DNA
อยู่แล้ว
>> เพราะฉะนะเขาจะไปได้ไกลกว่า
>> อ
>> คนที่ต้องวางแผนใช่
>> อืค่ะ[เสียงกระแอม]
>> สมมุติเอาเอาเรื่องร้องเพลงเรื่องร้อง
เพลงเนี่ยเป็นสมถนะทุกคนไม่มีใครเป็น
ฮิวstตันถ้าพี่บอกว่าพี่จะต้องเป็น
hฮิstตันให้ได้แต่สมรรถนะพี่ไปไม่ถึงยัง
ไงก็เป็นไม่ได้พี่ก็ไม่สามารถจะ hitte
หรือแม้แต่ฮิตโนตก็จะไม่เพราะเท่าเขา
>> อ่า
>> แม้วางแผนอาจจะทำได้ครึ่งนึงต่อไปไม่วาง
แผนก็อาจจะทำไม่ได้เลยอะไรอย่างเงี้ย
เพราะฉะนั้นตรงเนี้ยแม้เรามีศักยภาพใน
เรื่องอื่นนะเช่นเราร้องเพลงแบบhฮสตันไม่
ได้เราฮิต High Note ไม่ได้แต่เราร้อง
เพลงเสียงหลบพอได้ศักยภาพมันก็จะเข้ามาใน
ส่วนที่เกี่ยวข้องกับว่าเราจะจัดการยังไง
ให้คนฟังเนี่ยยังฟังเราได้แม้สมรรถนะเรา
ไม่ถึง
>> แต่ศักยภาพอาจจะเป็นเตอร์taนเก่งร้องไม่
ค่อยเพราะแต่ร้องถูกขี่ได้แต่ให้เพราะ
แบบนีย์สมรรถนะไปไม่ถึงก็ใช้ศักยภาพ
เรื่องอื่นเข้ามาเสริมแทน
>> เพราะฉะนั้นสมรรถนะเนี่ยในบางเรื่องอ่ะ
ที่เรามีขีดจำกัดนะฮะในเรื่องอื่นเราใช้
ศักยภาพเข้ามาเสริมได้เช่นเราเป็น
เตอร์เทน
>> ค่ะ
>> เช่นเราตลกเราเอาความตลกมากลบเสียงที่ไม่
ค่อยเพราะคนก็ตั้งใจฟังเราได้เหมือนกัน
>> อืโอเคเข้าใจแล้วคืออันนี้คือแบบว่าเป็น
การเหมือน custom แต่ละบุคคลเลยเนาะว่า
เ้ยสมมุติเราอยากไปทางนี้มากอยากเป็นนัก
ร้องมากเลยอ่ะแต่ก็รู้แล้วว่าสมรรถนะเรา
คงไปถึงไอดอลเราไม่ได้
>> จุดสูงสุดไม่ได้
>> สมมุติว่าแครี่hสonอะไรอย่างเงี้ยหรือคน
ไทยมีใครอ่ะเพียวอะไรเงี้ยคือมันก็จะไป
ได้ในระดับที่แบบเหว้าวเลยอ่ะใช่มคือเเเ
ฮิตอ
>> every high notes
>> ค่ะ
>> แต่ว่าอีกคนอาจจะเป็น entertainer ซึ่ง
แม้เขาร้องไม่เพราะเท่าแต่ความเป็น
entเตอร์นเนอร์ก็ทำให้คนตั้งใจฟังเขาไม่
แพ้
>> อื
>> อย่างเงี้ยมันก็เราก็เอาศักยภาพเรื่อง
อื่นมาเสริมสมรรถนะที่จำกัดได้
>> อืได้ทริกเหมือนกันว่าอาจจะลองไปสังเกต
ตัวเองกันได้ว่าณตอนนี้เราทำอะไรอยู่แล้ว
เรามีความสามารถอยู่ประมาณไหนแล้วเรารู้
สึกว่าเอ้ยเราอยากไปถึงตรงนั้นแต่บางที
มันพยายามมากๆแล้วมันมันตอบคำถามบางอย่าง
ได้จริงๆนะคะว่าบางคนน่ะเขาพยายามมากเลย
นะพยายามที่จะฝึกฝนพยายามทุกอย่างแต่ว่า
มันไปไม่ถึงสักทีนี้ก็อาจจะเหมือนที่
ดอกเตอร์บอกว่าอาจจะต้องดึงศักยภาพบาง
อย่างที่เรามีเอามาแมตชแล้วมันก็จะกลาย
เป็นเกิดสิ่งใหม่เกิดตัวตนของเราใหม่
>> ใช่
>> อื
>> แล้วหลายครั้งเวลาช่วยพ่อแม่ลูกอ่ะครับ
บางทีพ่อแม่พ่อแม่เป็นนักวิชาการเนาะแต่
ลูกไม่ได้เป็นนักวิชาการพ่อแม่เป็นหมอหมอ
ฮะ
>> อือ
>> แล้วมีลูก 3-4 คนแล้วทุกคนเป็นหมอหมดแต่
คนสุดท้ายเป็นศิลปิน
>> อือ
>> แต่ที่บ้านบังคับให้เป็นหมอสมรรถนะก็ไม่
ได้ไงแต่ถ้าให้เขาเป็นอารทิสให้เขาไป
เรียนวาดรูปคนที่เหลือสู้เไม่ได้ถามว่า
บางทีอ่ะแนวโน้มทุกคนเป็นหมอกันหมดอ่ะ
น้องคนนี้อาจจะฆ่าสมรรถนะตัวเองนะเพื่อ
อยากที่จะฟิตกับโมของครอบครัวเยอะมากนัก
แล้วหลายคนน่ะพอเข้าไปเรียนหมอบางคนแทบ
ฆ่าตัวตายพอเ้าเไม่มีสมรรถนะไงเมีสมรถนะ
เรื่องอื่นแม้เอาสิ่งอื่นเข้ามาถัวมันก็
ยังไปไม่ถึงเพราะเไปสายศิลปะ
>> ค่ะ
>> เไม่ได้ไปสายวิทยเพราะงั้นสมรรถนะก็สำคัญ
นะแต่ว่าเหมือนที่ที่พูดแล้วคือพี่อ่ะ
เข้าใจว่าเมื่อแพนด้าพูดสิ่งเนี้ยมัน
เหมือนกับว่าแพนด้าอยากที่จะเอามาเบนใช่
มั้
>> ออ
>> แต่ว่าหลายกรณีอ่ะ
>> ค่ะ
>> อันนี้ที่พี่เห็นนะหลายกรณีบางเรื่องอ่ะ
เราก็อาจจะต้องกิฟ up
>> ยอมแพ้ยอมแพ้เช่นอย่างของพี่เงี้ยพี่
สมมุติว่าพี่อยากเป็นนักร้องโอเสมมตินะ
>> อื
>> อยากเป็นนักร้องอเบ่า
>> เพราะว่า
>> เห็นไอดอลแล้วเราอยากแต่จริงๆอ่ะเราเรา
ถนัดร้องลูกทุ่งเราร้องโอเว่าไม่ได้ถึง
จุดนึงมันก็ต้องแบบโอหน้องร้องลูกทุ่ง
>> เอาคำว่าต้องยอมรับตัวเองเหมือนกัน
>> ใช่เพราะว่าสมรรถนะมันคือtrทรคไง
>> ค่ะ
>> บางทีบางแทรคมันก็ไม่ใช่นี้อยากให้กำลัง
ใจน้องๆว่าบางทีอ่ะเราเราเลือกสายวิชา
เราเลือกคณะแล้วพอเข้าไปแล้วเรารู้แล้ว
ว่าเราไม่ได้เลือกเพราะสมรรถนะเราเลือก
เพราะเราเลียนแบบคนอื่นแล้วมันไม่ผิดที่
จะกลับมาเริ่มใหม่มันไม่ใช่ว่าเราแพ้แต่
มันแค่เราผิดรักแล้วเดี๋ยวจะค่อยเอา
ศักยภาพมาเสริมสมรรถนะเพราะว่าพี่ว่ามัน
ตีคู่กันน่ะทั้งตั้งทั้ง 2 เรื่องใช่
>> อือแต่ว่าสำคัญคือต้องรู้ก่อนว่าเรามี
สมรรถนะในเรื่องไหนน้อยเรื่องไหนมีเยอะ
>> มากใช่
>> ศักยภาพเป็นเรื่องภาพรวมมากกว่า
>> แล้วมนุษย์ทุกคนน่ะค่ะพัฒนาพัฒนาได้จริง
มั้คะดอกเตอร์หรือว่ามันมีคนบางประเภทที่
พัฒนาได้ยากจริงๆนะ
>> คือมนุษย์ทุกคนเนี่ยพัฒนาได้อยู่แล้ว
เพราะว่าใน DNA เราอ่ะเราทุกคนมีความเก่ง
แต่เอางี้อันนั้นเก่งเนี่ยคือเรามี
สมรรถนะเรื่องไหนเนี่ยมันต้องหาถูกป่ะ
>> ค่ะ
>> แต่การหานั่นคือศักยภาพ
>> อ
>> ศักยภาพมันถึงมีอยู่ 6 ด้านในการจัด
ประเภทนะ
>> ค่ะ
>> ด้านแรกก็เรียกว่า Self management หา
ตัวเองให้เจอว่าเรามีสมรรถนะเรื่องอะไร
จริงร้องเพลงร้องเพลงแบบไหนลูกทุ่งลูก
ปรุงสากลจาโ่าเราเราไปทางไหนได้ไกลที่สุด
สมรรถนะเราขีดจำกัดที่มันสูงที่สุดอ่ะ
อยู่ใน range ตรงไหนใช่มนั่นคือตัว s ก็
คือ self management การจัดการหาตัวเอง
การจัดการตัวเองอันที่ 2 ก็คือ high
order thinking ก็คือการคิดวิเคราะห์
แยกแยะเพราะว่าเมื่อหาตัวเองแล้วเนี่ยก็
ต้องมาวิเคราะห์แยกแยะแยกประเภทต่อไปก็
คือ communication ต้องสื่อสารเป็นด้วย
บางเราไปเอาโอกาสจากคนน่ะมันก็ต้องสื่อ
สาร C ตัวต่อมาก็คือ Coexistant เราต้อง
รู้ว่าอยู่ถูกที่อยู่ถูกเวลาอยู่ถูกกลุ่ม
มันอยู่ตรงไหนการ coexist กับคนอื่นใช่
ไหมครับนอกจากนั้นก็คือเรื่องของความเข้า
ใจใน citizenship คือจิตสำนึก moral พวก
นี้จริยธรรมเพราะว่าเมื่อไปเมื่อเราไป
ร่วมงานกับใครอ่ะเราก็ต้องรู้ว่าเขาชอบ
อะไรไม่ชอบอะไรเพราะว่าเราต้องอยู่ด้วย
กันเพราะงั้นการที่เรามีจิตสำนึกมี
จริยธรรมทำมีความรับผิดชอบต่อคนอื่นมันก็
ทำให้เราน่ารักแล้วทำให้คนอยากช่วยเรา
เงี้ยเพราะฉะนั้นเรื่องพวกนี้มันคือ
ศักยภาพหมดเลย
>> อื
>> มันคือศักยภาพที่ร้องสมรรถนะถ้าเรามี
สมรรถนะคนไม่ให้โอกาสเราเงี้ยเรามี
สมรรถนะเราคิดวิเคราะห์แยกแยะไม่เป็นเรา
หลงตัวเองอย่างเงี้ย
>> อ๋อ
>> มันมันก็แย่ได้หมดเลยเพราะว่ามันเหมือน
กับสมรัทะเนี่ยมันคือแก่นในก็จริงแต่ว่า
เราต้องห้อมห้อมล้อมมันด้วยศักยภาพด้าน
อื่นๆเพื่อให้ไอ้สมรรถนะเนี้ยมันไปถูกทิศ
ถูกทาง
>> อืถูกเวลาถูกกลุ่มถูกคนแล้วเราต้องมีที่
ทำให้คนเขาอยากช่วยเราด้วยอันนี้ก็เป็น
เรื่องของตัวที่บอกตัว C ก็คือความเป็น
พลเมืองความเข้าใจว่าเราต้องอยู่ด้วยกัน
ในสังคมอ่ะ
>> อื
>> เราต้อง interdependent เราจะเอาแต่มั่น
ใจตัวเองอย่างเดียวก็ไม่ได้เราต้องมั่นใจ
คนอื่นเขาด้วยเราต้องมั่นใจในการร่วมงาน
กันด้วยอ่ะเราต้องศรัทธาคนอื่นด้วยไม่ใช่
แค่ศรัทธาในเราเงี้ย
>> ซึ่งเรื่องพวกเนี้ยมันจะช่วยสมรรถนะอีก
รอบนึง
>> อื
>> สมรรถนะโดยไม่มีศักยภาพบางทีก็กลายเป็น
สมรรถนะแฝง
>> ไม่ถูกใช้ออกมา
>> ไม่ถูกใช้
>> อือ
>> หรือมีแต่ไม่มีใครให้โอกาสไม่มีที่ปล่อย
ของ
>> ว่าคุณที่ฟังอยู่จะต้องมีบางคนที่รู้สึก
ว่าเค้าอ่ะรู้ตัวนะว่าลึกๆแล้วอ่ะเา้ามี
บางอย่างที่เขาอยากชายมากเลยอ่ะ
>> รู้เฮ้ยเราถ้าเราได้มีโอกาสทำสิ่งนี้มัน
น่าจะดีมากเลยเนาะมันเป็นไปได้มั้คะว่า
สิ่งที่เขารู้ตัวหรือสัญชาตญาณของเราบอก
มันอาจจะเป็นสมรรถนะบางอย่างที่แฝงอยู่
แต่ว่าเรายังไม่ได้มีศักยภาพรอบๆที่จะทำ
ให้สมรรถนะนั้นน่ะมันพุ่งหรือว่าเฉอฉาย
ออกมา
>> เป็นไปได้
>> ถ้าเราอยู่ผิดที่ผิดเวลาใช่มั้ยครับนั่น
ก็เป็นประเด็นนึงแล้วสมมุติว่า
>> มีหมอหลายคนนะ
>> ที่ขายของเก่งแต่คุณพ่อคุณแม่เนี่ยเป็น
หมอชนบทแล้วปลูกฝังให้อุทิศตนเขาก็อาจ
เลือกเป็นหมอชนบทหมอต่างจังหวัดเพราะเขา
อยากที่จะเลียนแบบจิตสำนึกคุณพ่อคุณแม่
เป็นเพราะคุณพ่อคุณแม่คือแม่แบบและคู่
เทียบแต่ความขายของเก่งมันก็ดรอเมนไปเลย
คือตายไปเลย
>> ค่ะ
>> เพราะว่ามันไม่ได้ใช้จนกระทั่งวันนึง
สมมุติว่าไปอยู่ในชนบทแล้วมันเห็นสินค้า
แล้วเริ่มเกิดไอเดียขึ้นมาว่าเออถ้าทำตรง
นี้ตรงนั้นแล้วเดี๋ไปออนไลน์เลยเดี๋พูด
แบบนี้มันจะขก็กลายเป็นเหมือนค้นพบตัวเอง
ขึ้นมาว่าโอ้โหนี่เราขายของเก่งกว่าเป็น
หมออีกแล้วก็ตกใจเฮ้ยเราตกลงเรามีความ
เป็นพ่อค้าแม่ค้ามากกว่าหมออีกแล้วเราก็
เริ่มช่วยชาวบ้านเนี่ยเอาของมาทำใหม่ขาย
ใหม่แล้วมันก็ขายได้ดีมากจนเปิดเป็น
ธุรกิจขึ้นมาจนกลายเป็นไปค้นพบว่าอ๋อนี่
สมรรถนะนะแต่จนกว่ามันจะถูกที่ถูกเวลาถูก
กลุ่มอ่ะเราถึงได้เห็นสมถนะบางทีอ่ะ
>> อ
>> เพราะเรามันอาจจะกลบด้วยศรัทธาหรือจิต
สำนึกหรือสิ่งที่ถูกปลูกฝังทำให้เราไม่
กล้าไม่กล้ามองสมรรถนะจริงของเราหรือ
จีวendเขาบอกว่าในตัวเราอ่ะมีถึง 4 ด้าน
น่ะด้านที่ open ใครๆก็เห็นเราก็เห็นด้าน
ที่ blind ก็คือเราไม่เห็นคนอื่นเห็นด้าน
ที่ซ่อน hidden เราเห็นอยู่คนเดียวไม่ยอม
ให้คนอื่นเห็นแล้วมีด้านที่ทั้งคนอื่น
ทั้งเราก็ไม่มีใครเห็นเพราะมันอยู่ผิดที่
ผิดเวลาก็คือสมรรถนะแฝง
>> อื
>> จนอยู่ๆวันนึงฟลุ๊กได้เห็นขึ้นมา
>> อื
>> โอ้โหเออมันสำคัญมากๆเหมือนกันนะคะที่คือ
มันเป็นเรื่องใหญ่อ่ะแพนด้าฟังเรารู้สึก
ว่ามันเป็นเรื่องใหญ่เพราะมันเกี่ยวกับ
การพัฒนาตัวเองพัฒนาสังคมพัฒนาประเทศชาติ
หมดเลยว่าเอ้ยถ้าเราได้ใช้สมรรถนะทำงาน
ถูกโร
>> ถูกสมรรถนะของเราและมีศักยภาพหลายๆอย่าง
ที่มันเอื้อให้สมรรถนะนั้นพุ่ง
>> โอมันคงจะเป็นสังคมที่แบบเจริญมากเลยอ่ะ
>> เจริญมากค่ะ
>> เพราะฉะนั้นเนี่ยเอ่อครูที่ที่ดีอ่ะครับ
ครูที่ดีเนี่ยควรทุกคนเลยต้องเป็นนัก
พัฒนาศักยภาพเพราะเราจะต้องอ่านสมรรถนะ
ของเด็ก
>> อื
>> ใช่มั้ยครับว่าถึงจุดนึงมันจะพอมองออกอ่ะ
เพราะว่าสิ่งที่เขาชอบทำซ้ำๆอ่ะเราจะ
เริ่มเห็นเอ๊ะเด็กคนเนี้ยชอบเลขมากเลยเออ
เด็กคนเนี้ยชอบวาดรูปมากเลยเออเดี๋นี้
ช่างคุยนะแล้วคุยปุ๊บนี่ทุกคนต้องเข้ามา
นั่งฟังก็คือเค้าเป็นนักสื่อสารน่ะเพราะ
งั้นครูที่เห็นมันก็จะเริ่มเอาพัฒนาสิ่ง
แวดล้อมให้ให้เอื้อต่อการที่สมรรถนะจะถูก
ดึงออกมาให้ถึงขีดสุดแล้วก็ช่วยเด็กบางที
ครูบางคนเนี่ยช่วยเยอะกว่าพ่อแม่อีกช่วย
เด็กอ่านสมรรถนาของตัวเองแล้วครูคนนั้นก็
กลายเป็นนักพัฒนาศักยภาพ
>> อืค่ะ
>> โดยไม่รู้ตัว
>> เมื่อกี้มีคำนึงที่ดอกเตอร์พูดถึงเรื่อง
คู่เทียบเดี๋แพนด้าขอต๊ะไว้ก่อนแพนด้าจะ
ถามแต่ว่าแพนด้าขอถามก่อนว่าจริงๆอย่าง
ดอกเตอร์เป็นนักพัฒนาศักยภาพ
>> ครับ
>> หน้าที่ของดอกเตอร์คืออะไรคะแล้วก็เมื่อ
ไหร่ที่คนเราควรตัดสินใจว่าเฮ้ยอยากมาหา
นักพัฒนาศักยภาพและ
>> คือหลังๆเนี่ยเปลี่ยนคำนี้เป็นนักพัฒนา
ประสบการณ์ชีวิตมนุษย์เพราะว่าคนไทยเข้า
ใจง่ายกว่าเพราะนี้พูดตรงๆเลยว่าเพราะลูก
ค้าที่มาเนี่ยคือเบอร์ 1 ในแต่ละเรื่อง
อยู่แล้วเพราะฉะนั้นเนี่ยถ้ามองในแง่
ศักยภาพก็ไปสุดแล้วอ่ะหลายคนเเป็นได้ได้
รางวัลด้านไฟแนนซ์ระดับเอเชียก็มีเงี้ย
บางคนเป็นซุเปอร์สตารอยู่แล้วเป็นศิลปิน
ดังอยู่แล้วเป็นหมอเก่งอยู่แล้วเป็นเจ้า
ของโรงพยาการเป็นผู้พิพากษาเป็นทนายเป็น
นักเคลื่อนไหวทางสังคมเบอร์บนอยู่แล้ว
อะไรเงี้ยเพราะงั้นเมื่อเขามาหาเรามันไม่
ใช่ศักยภาพแบบสมรรถนะในสิ่งที่เขารู้อยู่
แล้วซะทีเดียวแต่มันจะเป็นเรื่องนี้มันจะ
เป็นสิ่งที่เขาแก้ไม่ตกแล้วมักจะอยู่ใน 3
หมวดที่บอกเมื่อกี้เไปเจอประสบการณ์บาง
อย่างที่เขาแก้เองไม่ได้อย่างบางคนเนี่ย
เป็นเบอร์ 1 เลยเบอร์ 1 ด้านไฟแนนซ์แต่
อยู่หมดไฟขึ้นมาเฉยๆเงั้นนะแล้วก็ไม่รู้
ว่าหมดไฟเพราะอะไรมีประสบการณ์แปลกๆตื่น
ขึ้นมาแล้วไม่อยากทำอะไรเลยอันเนี้ยเ
เริ่มไปเองไม่ถูกแล้วเพราะมันไม่เกี่ยว
กับสมรถนะมันเกี่ยวกับว่ามันเป็นเรื่อง
ความเจ็บปวดในอดีตที่มันตามเข้ามาทัน
human pนใช่มแล้วเขาแก้เองไม่ได้อย่าง
บางคนเนี่ยเป็นเรื่องของการเปลี่ยนบทบาท
เท่านั้นเช่นต้องย้ายตามสามีทั้งที่ตัว
เองเป็น CEO อยู่ดีๆต้องย้ายตามสามีไป
แล้วกลายเป็นแม่บ้านเงี้ย
>> อือ
>> มันช็อกรับบทบาทใหม่ไม่ทัน[เสียงกระแอม]
แล้วก็มาหาเราเพราะว่ามันอยู่ใน Human
Development ตัว Outology คือบทบาทมัน
เปลี่ยนกันหรือบางคนเป็นเรื่องของ Pain
กับ experience ก็คือไปเจอประสบการณ์
เรื่องลูกซึ่งช็อกเช่นอยู่ลูกกีดแขนตัว
เองเงี้ยทั้งที่พ่อแม่รักลูกดีมากเลยเ
ประสบการณ์นี้ทำไงดีไปไม่ถูกทั้งที่ตัว
เองก็เป็นคนอยู่เบอร์บนในวงสังคมในด้าน
วิชาการอยู่แล้วเพราะฉะนั้นเนี่ยศักยภาพ
ไม่ใช่ปัญหาเขาศักยภาพสมรรถนะเฉพาะทางไม่
ใช่แต่เขาไปช่วยประสบการณ์ที่เขาจัดการ
ไม่ได้ลูกกรีดแขนด้วยอ
>> จัดการไม่ได้เรื่องพวกเฮะเขาจะมาแต่เขาจะ
มาเนี่ยเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านนั้นเช่นพ่อ
แม่ก็คือเข้าใจลูกที่นิสัยต่างจากเราว่า
การกรีดแคนของเขาเขาต้องการสื่อสารอะไร
ซึ่งพ่อแม่ไม่มีนิสัยที่จะเข้าใจได้ก็มา
หรือบางคนมาเพราะบทอยากจะเข้าใจบทบาทเว่า
เมื่อต้องพลิกบทบาทจะทำยังไงไม่ให้ซึม
เศร้าจะทำยังไงให้มันรับมือกับมันได้แล้ว
ไม่รู้สึกเสียดายงานเก่าที่ทิ้งมา
>> อือ
>> หรือบางคนก็คืออยู่คนที่รักตายกันเนี่ย
ความเจ็บปวดที่มันถาโถมความสิ้นดีๆแทบไม่
อยากอยู่จะดูแลตัวเองยังไงเราก็จะเข้ามา
เพราะฉะนั้นเนี่ยเลยตอนหลังเลยเปลี่ยนตัว
เองว่าเป็นนักพัฒนาประสบการณ์ชีวิตมนุษย์
เพราะว่าคนไทยเข้าใจง่ายกว่าเพราะศักยภาพ
คนไทยจะมองแค่ความสามารถคนไทยจะไม่มองว่า
มันคือการตีความประสบการณ์ว่ามันคือการ
จัดการบาดแผลว่ามันคือการรับมือกับการ
เปลี่ยนบทบาทขนาดนั้นด้วย
>> อื
>> ซึ่งเรื่องพวกเนี้ยเกิดกับชีวิตเรามาก
ความสำเร็จอีกความสำเร็จเป็นแค่ส่วนของ
ชีวิต
>> อืเพราะว่าเวลาที่ชีวิตเราดำเนินไปเป็น
กราฟเป็นเส้นยาวๆคือมันจะมีจุดแบบ Turning
Point
>> ใช่
>> หลายๆ Turning Point บิงโคเลยอยู่พูดคำ
นี้ใช่เลย Turning point
>> ชีวิตถึงจุดเปลี่ยนอ่ะแล้วเราไม่ได้
เตรียมรับมืออ่ะใครอ่ะเตรียมรับมือทุก
เรื่องคิดว่าถึงจุดเปลี่ยนแบบไม่เคยคิด
ว่าเฮ้ยมันเกิดกับเราได้ด้วยเหรอไอ้
เรื่องแบบเนี้ยควรจะมา
>> อืค่ะ
>> Turning point แพนเค้กใช้คำถูกมากเลย
จริงๆพี่คิดคำเนี้ยค่ะ
>> แต่ไม่ได้พูดพูดออกมา
>> เออเพราะว่ามันคือเหมือนกับทุกอย่างอ่ะ
ถ้าถ้าที่ดอกเตอร์บอกงานของดอกเตอร์คือคน
เก่งๆส่วนใหญ่เขาจัดการชีวิตเขาได้ในด้าน
ศักยภาพในด้านสมรรถนะต่างๆเขาจัดการได้
หมดแต่ว่ามันไปเจอเวลาดำเนินชีวิตมาทุก
อย่างมันอยู่ในแผนน่ะแต่ไอ้สิ่งเนี้ยมัน
ไม่ได้อยู่ในแผน
>> มันรอบแผน
>> ใช่
>> แล้วประสบการณ์ชีวิตเไม่พอแล้วเมาหาเรา
ว่าประสบการณ์แบบนี้มันคืออะไรดอกเตอร์
แล้วจะจัดการยังไงไปไม่ถูกแล้วถ้าถ้าไม่
รีบจัดการมันจะเกิดผลรุนแรงมากต่อสมาชิก
ในครอบครัว
>> อือ
>> หรือต่อความสัมพันธในบ้าน
>> เพราะว่า Turning Point หรือจุดเปลี่ยน
การเปลี่ยนแปลงในชีวิตอ่ะเหมือนมันเข้ามา
ฮิตทุกอย่างที่เราเคยสร้างไว้เข้ามาตี
ความสำเร็จทุกอย่างมันจะแบบมันจะไปต่อยัง
ไงมันมันจะแบบไม่มีความหมายไปเลยถ้า
สมมุติว่าชีวิตมันไปต่อไม่ได้เขาแก้ตรง
นั้นไม่ได้ว่าเขาจะผ่านจุดนี้ไปได้ยังไง
เนาะอันนี้ก็คือเป็นหน้าที่ที่ดอกเตอร์ทำ
>> แล้วหน้าที่เราจะแบ่งเป็น 3 ช่วงฮะ
>> ค่ะ
>> ช่วงแรกเ้าเรียกว่า prevention เเรียกว่า
เป็นช่วง design กับ discover ก็คือช่วง
ที่เราช่วยเซignครับประสบประสบการณ์เนะ
คุณจะต้องมองเรื่องนี้เรื่องนี้เรื่องนี้
มันจะมักจะมีแบบแผนหรือแพทเทิร์นแล้วก็จะ
ช่วยเขาดีไซน์แล้วก็ช่วยเขาหา discover
พอดีignเสร็จหาเสร็จจนหาเจอว่ามันเรื่อง
อะไรเขาต้องแก้เรื่องอะไรบ้างมันจะเข้า
สู่เฟสของ intervention ก็คือการเข้าไป
วิเคราะห์และร่วมมือกันพารทเnerอร์กันใน
การแก้ปัญหานั้นเสร็จแล้วก็จะเป็น follow
up การตามผลว่าเทำได้เสถียรม่วง
>> อืค่ะโอเคเข้าใจกันมากขึ้นแล้วว่าเอ้ย
เมื่อไหร่ที่เราควรจะมองหานักพัฒนา
ศักยภาพหรือว่านักบริหารประสบการณ์อะไรนะ
คะนักพัฒนาประสบการณ์
>> ชีวิต
>> อื
>> หลังๆฮะพี่จะเปลี่ยนคำเป็น Human
Experience Expert
>> อื
>> เพราะว่าพอเป็นพัฒนาศักยภาพอ่ะคนจะนึกว่า
เราอ่ะเอ่อช่วยคนให้มีความสามารถ
>> สามารถ
>> แต่จริงๆบอกงานใหญ่เราไม่ใช่อย่างงั้นงาน
ใหญ่เราคือช่วยคนเจอประสบการณ์ที่เขาเอา
ไม่อยู่ประสบการณ์อะไรก็ได้ที่เเอาไม่
อยู่เปลี่ยนบทบาทหน้าที่กันน่ะเจอความ
เจ็บปวดที่ตัวเองรับมือไม่ไหวหรือ
ประสบการณ์ของคนที่รักแล้วเราไม่รู้จะ
ช่วยเยังไง
>> อืบางทีไม่ใช่ปัญหาของเราด้วย
>> ใช่
>> อืค่ะโอเคขอกลับมาที่คู่เทียบแพนว่าสิ่ง
นี้จริงๆฟังผ่านได้แต่แต่แพนว่ามันมีผล
อย่างมากต่อการเติบโตของคนเราดร.อธิบาย
ให้ฟังได้มั้ยคะว่าคู่เทียบเนี่ยสำคัญยัง
ไงในการเติบโตอ่ะคะ
>> มนุษย์เนี่ยเรียนผ่านพ่อแบบแม่แบบเสมอ
>> ค่ะ
>> เราเอาตัวไปใกล้คนเก่งปุ๊บมันคือคู่เทียบ
ทันทีสมมุติเขามีบางอย่างที่เราก็มีแต่
เขาพัฒนาไปได้ไกลกว่าแนวโน้มก็คือเราก็
อยากจะเลียนแบบเพื่อจะพัฒนาไม่เท่าเขาก็
ไกลกว่าเขาหรืออย่างน้อยพัฒนาขึ้นใช่มั้
อันนั้นก็คือคู่เทียบแต่ถ้าเปรียบเทียบ
เนี่ยบางทีมันให้ผลลบคือเราอิจฉา
>> เราเปรียบเทียบเราอิจฉาแล้วกลายเป็นไม่ทำ
เลยก็
ค่ะ
>> เหมือนไปหมั่นไส้เแทนอะไรอย่างเงี้ยอัน
นี้คือนิสัยด้านลบที่ต้องกล่าว
[เสียงหัวเราะ]
>> แต่ถ้านิสัยด้านบวชเนี่ยมันจะเป็นคู่
เทียบก็คือเมื่อเราเจอสมมุติว่าเราเป็น
นักดนตรีเนาะเราเป็นนักดนตรีแล้วเราเล่น
แต่เราเล่นแล้วมันขาด feeling คือ
emotional connection ไม่ค่อยมีแต่อีก
คนเนี่ยโอโหเราเห็นเขาเล่นแล้วแบบโอ้โห
แบบมัน
>> พริ้วมาก
>> พริ้วมากแล้วคนฟังจะรู้สึกตามทีน้ำตาไหล
เนี่ยพอเราได้คู่เทียบตัวเนี้ยเราก็จะ
เริ่มถามเว่าการผูกถูกทักษะกับอารมณ์และ
การสร้างอารมณ์ร่วมกับผู้ฟังอ่ะทำยังไง
ครับเพราะเห็นคุณนคุณมีบางอย่างที่ผมไม่
มีพอผมเทียบเป็นคู่เทียบแล้วว่าผมอยากโต
ขึ้นอันเนี้ยการเปรียบเทียบเดีเพราะ
[เสียงกระแอม]อะไรเพราะเราจะบริหาร
process เราจะบริหารรายละเอียดแล้วมันทำ
ให้เราชอบงานของเรามากขึ้นไม่เกี่ยวกับ
เค้าแล้วเราไม่ได้แคร์ว่าเราจะต้องไปแข่ง
กับเค้าเราแคร์แค่ว่าสิ่งที่เรามีสมรรถนะ
เนี่ยเราอยากจะ find to น่ะเราอยากจะทำ
ให้มันดีขึ้นเสริมในจุดที่มันขาดอย่างเรา
ทักษะดีแล้วแต่อารมณ์ร่วมกับผู้ชมไม่มี
อย่างเงี้ยเราก็ไปเรียนว่าเราต้องสร้าง
อารมณ์ร่วมอย่างไรซึ่งมันก็มีกระบวนการ
เล็กๆน้อยๆที่ต้องปรับเงี้ยฮะไอ้พวกเนี้ย
คือสิ่งที่เราเรียกว่าเป็นคู่เทียบเพราะ
ฉะนั้นเนี่ยคนที่เข้ามาในชีวิตเราอ่ะแล้ว
เยอมเป็นคู่เทียบให้เราเนี่ยโอเราโชคดี
มากรักษาเไว้เลยเพราะเขาจะทำให้เราเก่ง
ขึ้นไวมากอย่างเป็นพิธีกรเป็นทักพิธีกร
ใช่มเราไปเจอคู่เทียบเป็นทำรายการเหมือน
กันแต่เขามีบางอย่างซึ่งเราอยากเรียนจาก
เค้าว่ามันสนุกนะ
>> ค่ะ
>> หรือเค้าอาจจะอยากให้อยากเรียนจากแพนด้า
เออไอ้ความน่ารักความเป็นกันเองแบบเนี้ยอ
>> แพนด้าทำยังไง
>> อ
>> มันต้องเริ่มยังไงมันต้องเกลายังไง
>> ค่ะ
>> เพื่อให้มันเพลินขึ้นเค้าอาจจะต้อง
มาเรียนเอาจจะเป็นนักวิชาการเกิน
>> อื
>> ส่วนพนักก็อาจจะรู้สึกว่าเออเอ้ยชอบโทน
เสียงแบบนี้ชอบการให้น้ำหนักแบบนี้มันมัน
ต้องยังไงเรื่อง voice เรื่องอะไรอย่าง
เงี้ยพวกเนี้ยเ้าเรียกว่า find troning
ฮะพี่ว่าสมรรถนเนี่ยเมื่อเรามีแล้วอ่ะเรา
ควรจะ find tune คือต้องมีคู่เทียบมัน
ไม่ผิดที่เราจะเปรียบเทียบเป็นคู่เทียบ
แต่อย่าเปรียบเทียบและอิจฉา
>> อื
>> อันนั้นคือต้องเกล่า[เสียงหัวเราะ]
>> ถ้าเปรียบเทียบแล้วเอาแค่อีชนalแบบเปรียบ
เทียบแล้วรู้สึกเฉยๆแล้วจบไปอันนั้นมัน
ไม่เกิดอะไรขึ้น
>> ใช่คือเปรียบเทียบเพื่อให้เพื่อให้เรามา
ปรับปรุงอ่ะอันนี้ดี
>> นอกจากนิสัยเปรียบเทียบแล้วค่ะดอกเตอร์มี
นิสัยไหนอีกมั้คะที่ดอกเตอร์มองว่านิสัย
เนี้ยมันขัดขวางศักยภาพหรือขัดขวาง
สมรรถนะการเติบโตของเรา
>> มี 2 สิ่งที่ขัดขวางมากๆเลยอันแรก
>> คือเรียกว่า Selfindulence Self
Indulgence ก็คือตามใจตัวเองอ่ะเราต้อง
เข้าใจตรงนี้ก่อนก็คือว่าเราทุกคนมีความ
รู้สึกเแล้วเวลาเราจะทำอะไรเนี่ยถ้าเรา
อ่ะไม่ไม่ curate ความรู้สึกคateหมายถึง
ว่าคัดสรรคัดกรองและเลือกพิจารณาความรู้
สึกนะไม่ใช่รู้สึกอะไรก็ทำตามหมดอย่าง
เนี้ยสมมุติว่าเราขี้เกียจเราก็นอนอะไร
เงี้ยหรือเราแบบวันนี้อยากตื่นสายเราก็
ตื่นสายอะไรเงี้ยฮะคือการที่เราไม่คัดสรร
คัดกรองความรู้สึกอ่ะมันทำให้เราเอาแต่ใจ
ตัวเองแล้วไม่พัฒนาศักยภาพเเรียกว่า self
indulgence คือตามใจตัวเองจนอut pilot
อ่ะหรือดูมือถือไปเรื่อยอ่ะ mindlessing
เนี่ยการดูมือถือไปเรื่อยก็เป็น serve
indulion คือการตามใจตัวเองแบบไม่คัดสรร
คัดกรองความรู้สึกอ่ะไม่ curate ความรู้
สึกตัวเองเพราะฉะนั้นจุดที่คนที่อยากจะ
พัฒนาศักยภาพสิ่งแรกที่ต้องทำก็คือความ
รู้สึกเราอ่ะต้องเป็นบ่าวไม่ใช่เป็นนาย
>> อื
>> เหมือนพี่คุยกับแพนด้าไปว่าบางบางวันน่ะ
ที่พี่อยากลดน้ำหนักแล้วตื่นขึ้นมาเนี่ย
เราขี้เกียจ 18:00 น.แล้วแต่เราควรจะออก
ไปวิ่งเราควรจะออกไปวิ่งทั้งที่ขี้เกียจ
นั่นแหละเพราะเราคัดกรองความขี้เกียจว่า
เป็นความรู้สึกที่เราแค่รับรู้ก็พอต้องทำ
ตามเข้าใจมั้ฮะ
>> ค่ะ
>> พอเราแค่รับรู้อ่ะแล้วเราก็วิ่งอยู่ดีแม้
ขี้เกียจ
>> อือ
>> พอเราไปวิ่งปุ๊บมันเริ่มภูมิใจตัวเองที่
วิ่งไง
>> ค่ะ
>> พอได้ออกไปวิ่งมันเริ่มสดชื่นความขี้
เกียจแล้วกลายเป็นบ่าวละมันแค่รับรู้ว่า
ต้องเธอขี้เกียจนะแต่เธอก็ยังออกมาวิ่ง
แสดงว่าความรู้สึกเป็นทาสเธอเป็นนาย
>> อือ
>> มันเกิดความภูมิใจแล้วเกิดศรัทธาขึ้นมา
>> อื
>> เพราะฉะนั้นเนี่ยคนที่อยากพัฒนาศักยภาพ
อย่าเชื่อทุกความรู้สึกที่เข้ามาเพราะถ้า
เราเชื่อทุกความรู้สึกเราจะตามใจตัวเอง
ไม่มีทิติแล้วเราจะอย่างเงี้ยเหมือนคนไถ
มือถือไม่จบไม่สิ้นน่ะคือตามใจตัวเองตลอด
เวลาเราต้องดูด้วยว่าทุกความรู้สึกที่
เข้ามาเราต้องคัดด้วยว่าอันนี้แค่รับทราบ
หรือทำตามความรู้สึกขี้เกียจอาจจะแค่รับ
ทราบฉันจะวิ่งอยู่ดีเธอก็ขี้เกียจ
>> [เสียงหัวเราะ]
>> หรือพี่เป็นนักบำบัดเงี้ฮะที่คุยกับ
แพนด้าหรือแพนด้าเป็นพิธีกรมันไม่ใช่ทุก
รายการที่แพนด้ามาด้วยความรู้สึกแบบอยาก
ทำอยากทำถูกมั้ยบางวันมันก็มาแบบเรื่อง
ที่บ้านเยอะแยะใช่มั้ครับหรือพี่บำบัด
เนี่ยไม่ใช่ว่าทุกวันอยากจะฟังคุณอยากฆ่า
ตัวตายสามีพรรยาทะเลาะกับเสียงดังต่อหน้า
พี่เงี้ยแต่พี่มาพี่ศรัทธาในเนื้องานไง
ถ้าพี่มาเพราะอยากรู้สึกสุขไม่อมทุกข์
แล้วต้องมาฟังความทุกข์วัน
3 เรื่อง 5 เรื่องทุกวันเนี้ยไม่รอดนะ
>> ค่ะ
>> เพราะฉะนั้นเมื่อเข้ามางานเราเรารู้อยู่
แล้วว่าเราฟังความทุกข์ทุกวันเราแค่รับ
ทราบ
>> อื
>> ความรู้สึกพวกนี้เป็นบ่าวสีเป็นนายคือเรา
ภูมิใจงานมากๆเพราะทุกคนคืออาจารย์เรา
แล้วเรามาเรียนรู้ความเป็นมนุษย์ทุกด้าน
แล้วเราไม่สนว่าเขาจะมีอารมณ์อะไรเพราะ
มันคือโมเมนที่ศักดิ์สิทธิ์อ่ะเป็น
โมเมนต์ที่เราศรัทธาในงานเขาจะทะเลาะกัน
กันต่อหน้าเราเขาจะร้องไห้ฟูมไฟอยากฆ่า
ตัวตายมันคือความรู้สึกที่เข้ามาแม้เศร้า
เหลือเกินสำหรับเราเราแค่รับทราบความรู้
สึกของเราเป็นบาปสิ่งที่เป็นนาที่เรา
ศรัทธาคือว่างานของเราคือศึกษาเข้าไปทำ
ให้เขาหายเพราะฉะนั้นความรู้สึกนี้เป็น
แค่แผนที่ให้เราทำงานดีขึ้นแล้วเราไม่เอา
เข้าตัวเพราะฉะนั้นเนี่ยคนที่จะพัฒนา
ศยภาพฮะสิ่งแรกเลยที่ต้องทำเลยคือคุณต้อง
curate ความรู้สึกคุณเองคุณต้องเลือกว่า
ความรู้สึกนี้คุณแค่รับทราบหรือคุณจะทำ
ตามสมมุติเรารู้สึกตื่นเต้นอาจจะต้องทำ
ตามเพราะตื่นเต้นมันทำให้ทำได้สุดใช่มแต่
ถ้ารู้สึกขี้เกียจบางทีก็เออรับทราบนะแต่
ฉันจะวิ่งอยู่ดีรับทราบนะแต่ตอนนี้ขนของ
แล้วพร้อมที่จะไปขึ้นลู่วิ่งละเพราะถ้า
เราเชื่อฟังความรู้สึกอ่ะทุกความรู้สึก
อะไรเกิดขึ้น Self indulgence เล่าแต่ใจ
ตัวเองอันนี้คือนิสัยแรกเลยที่ขวางการ
พัฒนาสายก็คือการที่เราไม่คัดสรรคัดกรอง
ความรู้สึกให้เป็นทาสเราให้ความรู้สึก
เป็นนายเราไม่ให้ความรู้สึกเป็นแผนที่ที่
เราให้ความรู้สึกเนี่ยสั่งเราอันเนี้ยคือ
สิ่งที่คนที่จะพัฒนาศักยภาพต้องเข้าใจว่า
ความรู้สึกเป็นทาสไม่ใช่เป็นนายสิ่งสิ่ง
ที่ 1 สิ่งที่ 2 ต้องเข้าใจนะครับนอกจาก
เรื่องของความรู้สึกเป็นทาสสิ่งที่ 2 ก็
คือต้องเข้าใจความหมกมุ่นตัวเอง
>> Obsession Obsession เพราะหลายอย่างที่
เราหมกมุ่นทำให้เราไปได้เครื่องกลางเช่น
สมมุติว่าเราคิดจะทำอะไรใหม่สิ่งที่เรา
หมกมุ่นเสมอเลยก็คือว่าคอยดูนะเดี๋ยวทำ
ตรงเนี้ยเดี๋ยวแม่ต้องว่าเดี๋ยวพ่อต้อง
ไม่เห็นด้วยเดี๋ยวเพื่อนจะบอกว่าอย่าทำ
เหอะเสียเวลาแต่เราอ่ะรู้เลยว่าเรามี
สมรรถนะเรื่องนี้แต่มันต้องใช้เวลานานพอ
สมควรกว่าทุกคนจะเข้าใจว่ามันสร้างรายได้
ให้เราเพราะเราเป็นคนเดียวที่มีสมรรถนะ
เรื่องนี้เพราะงั้นคนอื่นมันจะเข้าใจยาก
ถูกมั้ฮะแต่ถ้าเราหมกมุ่นกับการฟังความ
เห็นคนอื่นอะไรจะเกิดขึ้น
>> เราก็จะไม่ทำ
>> เราก็จะซับฆ่าศักยภาพตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
เลยแล้วเมื่อเราทำอ่ะแน่นอนคนพัฒนาสยภาพ
จุดแรกอ่ะทุกคนจะผิดหวังในตัวเขาเพราะ
อะไรเพราะว่าสมรรถนะมันเป็นเรื่องส่วนตัว
จำได้มฮีว
>> หลายเรื่องเรารู้อยู่คนเดียวว่าเรามี
>> อือ
>> บางเรื่องแพนด้าพ่อแม่ยังไม่รู้เลยแพนด้า
เก่ง
>> ค่ะ
>> แต่ต้องทำให้ดูบางทีปี 2 ปีอ่ะแล้วช่วง
แรกๆอ่ะเชื่อเหอะว่าพ่อแม่ก็จะเอาความ
เก่งมากลบสมมุติว่าพ่อแม่นักวิชาการเรา
เป็นศิลปินเราวาดรูปฝึกไปเรื่อยๆเพื่อจะ
ขายงานช่วงแรกพ่อแม่เป็นนักวิชาการพูดว่า
ไงเมื่อไหร่จะขายได้
>> อื
>> แล้วเราต้องฝึกจุดบางที 3 ปีอ่ะกว่างานจะ
ขายได้เป็นหลักแสนสมมุตินะซึ่งหลายคนเป็น
งั้นนะศิลปินหลายคนที่พี่รู้จักวันนี้ขาย
งานได้เป็นแสนเป็นล้านเมันเริ่มจากจุดที่
พ่อแม่ส่ายหัวแล้วน่ะหรือคนรอบตัวสายหัว
แต่ถ้าเราหมกมุ่นกับความเห็นคนอื่นแต่เรา
วาดรูปเก่งมากแต่กว่าเราจะขายงานได้หลัก
แสนอาจใช้เวลา 3 ปี 4 ปีเราจะฆ่าตัวตาย
ตั้งแต่ยังไม่ถึง 6 เดือน 7 เดือนเลย
>> อื
>> เพราะว่าสมรรถนะนั้นแพ้ความหมกมุ่นไม่ได้
แพ้การตามใจตัวเองแล้วนะแต่แพ้ความหมก
มุ่นแพ้เสียงในหัวเพราะบางคนเสพติดการ
กำรับจากคนรอบข้างบางคนเสพติดความสบาย 3
ปีไม่ทนปีเดียวต้องเห็นแต่บางเรื่องอ่ะ
มัน slow by steady อ่ะมันต้องใช้เวลา
นานกว่าเทรนด์มันจะมากว่ามันถึงเวลาของ
เราอ่ะอย่างเงี้ยความเป็นนักจิตวิทยาของ
พี่อ่ะแพนด้ารู้มว่าช่วงแรกๆที่พี่อยู่ใน
สายงานเนี้ยไม่มีใครเข้าใจเลยว่าทำอะไร
>> อื
>> 20 ปีอ่ะกว่าพี่จะมาถึงจุดที่คนรู้จัก
เยอะความอึดเท่านั้นจริงๆ
>> อืออย่างเมื่อกี้คำว่าความหมกมุ่นหมาย
ความว่าสิ่งที่เราให้ค่าและครุ่นคิดกับ
มัน
>> ใช่ถ้าเราหมกมุ่นกับสมรรถนะโชคดี
>> อือ
>> แต่หลายคนหมกมุ่นกับสิ่งที่สำคัญรองลงมา
คือหมกมุ่นกับความเห็นคนอื่นหมกมุ่นกับ
การตอบย้ำตัวเองว่าทำไม่ได้หมกมุ่นกับการ
มองความผิดพลาดล้มเหลวการไม่ยอมบริหาร
ความผิดหวังซึ่งจำเป็นเพราะทุกสมรรถนะ
เส้นทางแรกคือความผิดหวังแน่นอนไม่มีใคร
ทำและเกิดทันทีเพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่ยอม
เจอความผิดหวังคุณไม่มีวันเป็นนักพัฒนา
ศักยภาพความผิดหวังคือด่านแรกที่คุณต้อง
เจอความเจ็บปวดคือด่านแรกที่คุณต้องเจอ
การถูกเข้าใจผิดคือด่านแรกที่คุณต้องเจอ
ถ้าเราไม่ยอมผ่านด่านเหล่านี้เราไม่มีทาง
เป็นนักพัฒนาศักยภาพได้เพราะฉะนั้น 2
เรื่องที่ต้องเอาทิ้งเลยก็คือการตามใจตัว
เองเอาความรู้สึกเป็นนายกับ 2 คือ
obsession คือความหมกมุ่นในสิ่งซึ่งไม่
เกี่ยวกับสมรรถนะ
>> 2 สิ่งที่ต้องทิ้งไป
>> อน่าจะเป็นการบ้านที่เอาไปนั่งทำกันต้อง
ให้เวลาตัวเองเหมือนกันเนาะในการที่จะมา
นั่งหาว่าเออตอนนี้เรากำลังให้ความรู้สึก
เป็นนายหรือเปล่านะหรือว่าเราจะมาคัดกรม
ความรู้สึกของเรายังไงดีคิateเนาะเหมือน
ที่ดร.จะบอกกับอีกอันนึงคือตอนนี้สิ่งที่
เราหมกมุ่นอยู่อ่ะมันคือสิ่งที่สำคัญที่
สุดคือสมรรถนะของเราหรือว่าเราหมกมุ่นกับ
เสียงอะไรก็ไม่รู้
>> เสียงในหัว
>> ค่ะ
>> คือเวลาเราหมกมุ่นกับสมรรถนาเราจะภูมิใจ
ตัวเองเพราะมันคือศรัทธานะเราศรัทธาตัว
เองอ่ะใครจะผิดหวังใครจะว่าเราเราให้เวลา
ตัดสินอันนั้นน่ะคือศรัทธาแต่เวลาเราเอา
ความหมกวุ่นนำมาเราจะฆ่าฝันตัวเอง
>> อื
>> เราจะฆ่าสมรรถนะตัวเองทั้งที่ยังปูไปได้
แป๊บเดียวอีก
>> อือืเข้าใจขึ้นเลยอันนี้ไม่แน่ใจว่าเข้า
ใจถูกมั้นะคะอธิบายให้ดอกเตอร์ฟังคือ
เหมือนตอนแรกที่ดอกเตอร์บอกว่าสมรรถนะของ
เรามันเป็นจะพูดถึงใครแล้วก็
[เสียงหัวเราะ]มีเออนั่นคือเป็นนิวเคลียส
อ่ะสมมุติอ่ะเป็นแก่นตรงกลาง
>> เป็นแก่นเป็นแก่นเป็นแก่นตรงกลางที่พร้อม
จะระเบิด
>> อ่าสมรรถนะของเรา
>> เป็นนิวเคลียสใช่มั้นิวเคลียส
>> นิวเคลียสแล้วก็มีศักยภาพ 6 ด้านล้อมรอบ
เอ่อเมื่อกี้มันเห็นภาพชัดมากว่าเวลาที่
เราจะทำให้สสมรรถนะของเรามันพุ่งได้เนี่ย
คือ 1 ก็คือเราตามใจความรู้สึกม 2 คือเรา
หมกมุ่นกับศักยภาพหรือว่า
>> เรื่องรองซึ่งกระบวนการของมันคือเวลาที่
เราหมกมุ่นสมมุติแหละมันมันเกิดขึ้นแน่
นอนเวลาที่เรากำลังพัฒนาอะไรบางอย่างมัน
จะต้องมีเสียงหรือว่ามีปัจจัยอื่นๆน่ะที่
มันเข้ามาทำให้เราไปหมกมุ่นเผลอไปหมกมุ่น
หรืออะไรก็ตามทีเนี้ยแพนด้ากำลังเข้าใจ
ว่าในจังหวะเวลาแบบเนี้ยเราต้องดึง
ศักยภาพของการบริหารความเจ็บปวดความผิด
หวังต่างๆออกมาเพื่อที่จะจัดการกับสิ่ง
ตรงนี้
>> พี่ถึงบอกพี่พี่ถึงบอกอยู่ไงครับว่า
>> คนเข้าใจหน้าที่พี่ผิดคนจะเข้าใจว่าพี่ปู
ความสามารถเหมือนเป็นครูสอนร้องเพลง
>> ครูสอน Performance หรืออะไรที่เป็น
เรื่องเฉพาะอ่ะแต่จริงๆนักพัฒนาเนี่ย
โอ้โหมันเกี่ยวกับการช่วยเตีความ
ประสบการณ์
>> อือฮึ
>> การรับบริหารประสบการณ์เนี่ยนะบางทีเป็น
ประสบการณ์แปลกๆที่เไม่เคยอย่างเนี้ยอยู่
ๆลูกฆ่าตัวตายอะไรเงี้ย
>> อือ
>> ช่วยเบริหารประสบการณ์ช่วยเบริหารความ
เจ็บปวดบางทีเป็นความเจ็บปวดที่ตั้งตัว
ไม่ทันคนที่รักตายกถัดอะไรเงี้ยแล้วก็
ช่วยเขาบริหารบทบาทหน้าที่ตามช่วงชีวิต
ซึ่งเขานึกไม่ถึงว่าเต้องมารับบทบาทหน้า
ที่นี้บางทีมาด้วยเซพรสอะไรเงี้ยเพราะ
ฉะนั้นมันเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เยอะกว่า
จริงๆระบบประสาทเราเนี่ยถ้าเราไปศึกษานะ
Neurร Partway อ่ะหรือการเรียนmมmoryอ่ะ
เกี่ยวกับความสำเร็จน้อยมากนะสิ่งที่ทำ
ให้เราสุขสมดุลน่ะเกี่ยวกับความสำเร็จ
น้อยความสำเร็จก็สำคัญเพราะมันเป็นสปารk
มันทำให้เกิดความปิติเนาะโอ้เราทำสิ่งนี้
ได้แล้วแต่ส่วนใหญ่อ่ะความสุขสมดุลของเรา
ฮะ
มาจากการบริหารความเจ็บปวดการบริหาร
ประสบการณ์และการบริหารบทบาทหน้าที่ที่
เปลี่ยนไปได้ดีมาก
>> อื
>> มันเป็น Human Experience มากการบริหาร
ประสบการณ์มนุษย์มากกว่าการบริหารความ
สำเร็จมาก
>> อจริงๆเห็นด้วยเหมือนกันเพราะก็รู้สึกว่า
หลายๆครั้งชีวิตเราอ่ะพัฒนาหรือเลวELได้
จากปัญหาจากความเจ็บปวดอ่ะแต่มันอยู่ที่
ว่าเราอ่ะเรียนรู้จากมันได้หรือเปล่าบาง
คนแบบมีปัญหาเกิดขึ้นมันเป็น
>> พี่ฟังแล้วอยากร้องเพลงนี้เลยอยู่พี่
เรียนรู้[เสียงหัวเราะ]
>> ก็อยู่ก็จริงนะ
>> ชอบเพลงนี้มาก Live and Learn นี่ใช่
เลยฮะใช่
>> ออจริงค่ะเพราะว่าสุดท้ายทุกอย่างมัน
ประกอบกันหมดแต่ว่าความเจ็บปวดมันมันมี
มันจะเกิดความผิดหวังขึ้นในทุกระยะของ
ชีวิตอ่ะมันจะต้องมีเรื่องที่
>> ไม่ได้คาดหวังให้เกิดสิ่งนี้แต่มันเกิด
ขึ้นแล้วเราจะบริหารยังไง
>> ที่จะกลับมาตอบแพนด้าคือว่านี่แหละคือขีด
ไม่จำกัด
>> ศักยภาพการบริหารประสบการณ์ไม่มีคำว่า
จำกัดเพราะเราต้องทำชั่วชีวิต
>> มันไม่เจอขอบหรอกจนวันตายอ่ะบางทีระหว่าง
จะตายต้องบริหารศักยภาพอยู่เลยว่าเราจะ
จ่ารากันยังไงให้มันสวยงามที่สุดอ
>> เพราะฉะนั้นเนี่ยการพาศักยภาพทำกันจนวัน
ตายแต่สมรรถนะไปเริ่มเฉพาะ
>> อืขอถามดอกเตอร์หน่อยอันนี้มันอาจจะดู
ครีเชจะดูแบบว่าเราได้ยินกันเยอะอ่ะบางคน
อาจจะบอกว่าเราไม่มีศักยภาพหรืออาจจะเคย
โดนคำพูดร้ายๆจากบางคนบอกว่าเธอไม่มี
ศักยภาพนะอยากถามดอกเตอร์ว่าจริงๆแล้วมัน
เป็นไปได้หรอที่เราจะไม่มีศักยภาพอ่ะค่ะ
>> ถ้าเาพูดเรื่องสมรรถนะเป็นไปได้อ่ะสมมุติ
ทางการเมืองแล้วกันเป็นเทคโนแกัเนาะ
>> ค่ะ
>> เป็นนักวิชาการ
>> แล้วเก่งมากเรื่องมหาภาคแล้วก็ในบอร์ดรูม
ในอะไรเงี้ยสามารถที่จะนำองค์กรได้ดีแต่
พอมันเป็นนักการสมมติว่ามันเป็นนักการ
เมืองแล้วเป็นนักการเมืองเนี่ยมันต้อง
ต้องจูงใจคนนะต้องแบบต้องเล่นใหญ่บางที
เงี้ยต้องขึ้นโต้วาทีอะไรเงี้ยถ้าพูดถึง
อ่ะก็อาจจะมีคนบอกก็ได้ว่าคุณไม่มี
ศักยภาพในนักการเมืองก็ไม่ผิดเพราะว่า
เค้าเค้าเป็นนักวิชาการชีวิตแต่วันที่
เค้ามาเป็นนักการเมืองนั่นคือสมรรถนะที่
จำกัด่ะถ้าจะทำออกไปพูดโน้มน้าวใจคนที
เนี่ยบางทีต้องเตรียมตัวเป็นวันอีกคนนึง
เป็นนักการเมืองตั้งแต่เด็กไม่ต้องเตรียม
ตัวเลยแต่
>> ทำไมมานี่
>> แต่พอเป็นนักวิชาการกันปุ๊บคุณไม่มี
ศักยภาพในการทำเรื่องของเศรษฐศาสตร์
มหาภาคก็ใช่ว่าเค้าเป็นนักการเมืองเค้า
เค้าเล่นการเมืองท้องถิ่นมาก่อนสมรรถนะเ
อยู่ตรงนั้นเพราะฉะนั้นเนี่ยถ้าเราพูด
เรื่องสมรรถนะเป็นไปได้ที่บางทีนายก็จริง
ใจเลยบอกว่าหนูหนูไม่เหมาะมาเป็น PA หนู
ไม่เหมาะมาทำงานอฟิศแmin
ละเอียดแล้วพลาดเยอะมากเนี่ยขนาดตรวจ
อักษรนี่ผิดไปหมดเลยพี่ต้องมาแก้เองเงี้ย
หนูไม่มีศักยภาพไม่มีสมรรถนะเรื่องนี้
เป็นไปได้เราก็ใช่ค่ะหนูไม่มีแต่ถ้าใช้
หนูไปพหนูสู้สุดตัวเลย
>> อื
>> เข้าใจป่ะเพราะฉะนั้นเนี่ยถ้าเป็นเรื่อง
สมรรถนะเป็นไปได้ข้าจะพูดไม่ผิดแต่ควรจะ
ใช้คำให้ตรงเพราะว่าถ้าพูดถึงศักยภาพเขา
อาจจะไม่มีเรื่องนี้แต่เขามีเรื่องอื่น
แต่เราใช้เขาผิดไงบางทีเราสูญเสียคนเก่ง
เพราะเราจับเขาไปอยู่ผิดที่ถ้าเขาอยู่อีก
ที่หนึ่งเราจะได้เห็นศักยภาพเขาเพราะ
ฉะนั้นเนี่ยมันเป็นหน้าที่ของbอสเหมือน
กันที่จะอ่านสมรรถนะของ workers ของ staff
นั้นหลายครั้งพี่ถึงเข้าไปช่วยองค์กรใหญ่
ๆอย่าง Sony อย่างหลายๆที่เพื่อจะทำ
Talent Mapping เนี่ยเพื่อให้ดูว่า
สมรรถนะแต่ละคนอยู่ตรงไหนแล้วค่อยสร้าง
และเราในฐานะเป็นบอสหรือว่าเป็นผู้บริหาร
นะสร้างสิ่งแวดล้อมหรือเป็นโค้ชที่จะดึง
ศักยภาพเขาคือสร้างสิ่งแวดล้อมที่มันใช่
อ่ะให้สมรรถนะเขาเฉิดฉาย
>> อืทีนี้อยากถามดอกเตอร์ว่าอันนี้จะเป็น
กรณีที่มันอาจมีเกิดขึ้นจริงเนาะอย่าง
เช่น[เสียงกระแอม]มีคน 2 คนที่มีความ
สามารถใกล้เคียงกันเลยนะคะว่าเก่งพอๆกัน
ในเรื่องเดียวกันแต่ทำไมคนนึงเติบโตเร็ว
มากกับอีกคนนึงที่แบบ
>> ไม่ได้เติบโตทั้งๆที่ถ้าเอาความเก่งความ
สามารถมาเทียบกันน่ะคือเขาเท่าๆกันเลยอ่ะ
>> สิ่งแรกที่ขอยกยกให้เป็นคลาส case บางที
ก็ไม่ใช่ความผิดของคนที่โตช้านะบางทีคน
นึงอ่ะอยู่ถูกที่ถูกเวลาถูกกลุ่มอีกคนนึง
อยู่ผิดที่ผิดเวลาผิดกลุ่มสมมุติว่าอาจ
เก่งในเรื่องเดียวกันก็คือเก่งในเรื่อง
ของการทำธุรกิจการขายของออนไลน์แต่คนนึง
อ่ะอยู่ในบริษัทที่เป็นคอปateใหญ่แล้วถูก
assign งานให้ไปอยู่ในสายงานที่ไม่
เกี่ยวกับการขายของออนไลน์มีแผนกขายของ
ออนไลน์แต่ถูก assign ไปอยู่ไม่ได้ทำ
sales ไปทำไปทำเรื่องของ strategy ไปทำ
เรื่องวางวางแผนกลยุทธ์อีกคนนึงอ่ะไปอยู่
startup แล้วได้ขายของออนไลน์คนนี้โตไว
มากเลยทำยอดทำตังค์มีบ้านใหญ่โตไปเปิด
บริษัทเองอีกคนนึงแทบจะถูกพากทันว่าแบบผล
งานคุณไม่ดีเลยนะไม่เข้าเป้าแต่เขาไม่ได้
อยู่ถูกที่ถูกเวลาถูกกลุ่มแล้วอยู่ใน
บริษัทใหญ่ที่ไม่มีเวลามาดูมันไม่เหมือน
กับ Startup ถามว่า 2 คนเนี้ยอาจจะขยันพอ
กันอึดพอกันตั้งใจสุดๆพอกันแต่คนถูกที่
ถูกเวลาถูกกลุ่มพุ่งกว่า
>> อื
>> บางทีเป็นเรื่องนั้น
>> ค่ะ
>> 2 เป็นเรื่องของบางสมรรถนะบางสายงานนะ
ครับมันอาจจะมาก่อนการอย่างเนี้ยนักจิต
วิทยาบำบัดช่วงที่พี่เริ่มช่วงปี 2000 นะ
คนน้อยคนมากเข้าใจพี่พูดคำว่าซึมเศร้าทุก
คน
>> งง
>> งงอื
>> แต่วันเนี้ยโอ้โหลูกคาเต็มไปหมดเลยเป็น
วันพรุ่งแต่พี่ต้องปูตัวเองนานมากกว่าจะ
มีวันที่แบบทุกคนเข้าใจแล้วก็เรียงตัว
เข้ามาบำบัดถูกมั้ครับก็คือ slow steady
ก็คือเราก็ต้องเตรียมตัวนานนิดนึงเพราะ
ว่าเรามาก่อนการมันมี 2 2 แบบคือสมรรถนะ
ที่เรามีหรือพรสวรรค์ที่เรามีอ่ะคนยังไม่
เข้าใจแล้วมาก่อนเวลาแต่วันนึงเขาจะเข้า
ใจเมื่อเราปูตัวเองไปเรื่อยๆด้วยความอดทน
ช่วงแรกก็อาจจะแบบได้กระปิดกระปอยได้ไม่
มากนักแต่ท้ายสุดเนี่ยมัน exponent อ่ะ
กราฟมันพุ่งแบบนี้เลยถ้าเราอยู่ในสายงาน
ที่มาก่อนการเนี่ยให้ทำใจบางที slow
steady หรือเขาเรียกว่าเป็น lomer คือมา
รวยตอนแก่ก็มีเอ่อหรือบางกรณีทั้ง 2 คนไป
ได้ไม่เท่ากันเพราะมันอยู่ผิดที่ก็มี
>> อือฮึ
>> บางทีไม่ใช่ความผิดเราบางทีหลังจะไม่
เฉลียวรู้ตัวเองว่ามีสมรรถนะแต่สิ่งแวด
ล้อมไม่ช่วยพัฒนาเสยภาพเพราะมันใหญ่เกิน
ครับก็เป็นไปได้อุ้ยอ้ายเกินองค์กรใหญ่
เกินดูแลไม่ทั่วถึงก็มี
>> โอเคจริงๆหลายๆอย่างคือถ้าเราอยู่ในสถานะ
ที่เราเป็นบอสหรือว่าเจ้านายเราก็ต้องวาง
คนให้ถูกโแต่ถ้าเราเป็นผู้ที่ทำงานมีเจ้า
นายหรือใดๆก็ตามที่เราจะต้องพุดชีวิตตัว
เองพุดหน้าที่การงานตัวเองเราก็ต้องดู
เหมือนกันว่าเราอ่ะอยู่ถูกที่ถูกเวลาถูก
โลหรือเปล่า
>> เราที่บอกศักยภาพมันมีเรื่องการสื่อสาร
ด้วยบางทีเรารู้สมรรถนะแต่สื่อสารไม่เป็น
>> อื
>> สมรรถนะก็ไม่เฉิดฉายเหมือนกัน
>> จริงๆมันเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเหมือน
กันเนาะถ้าถ้าเรารู้แต่เราไม่พยายามที่จะ
ทำให้มันเป็นจริงอ่ะ
>> อื
>> เราก็จะคงจะนั่งเสียใจอยู่ว่าเฮ้ยถ้าเรา
มีโอกาสได้ทำคงจะดี
>> เราเห็นบ่อยมากว่าเมื่อเมื่อเราพูดเรื่อง
ศักยภาพเราจะพูดอีก 2 คำแพนด้าพูดกับพูด
กับพี่ก่อนก่อนเข้ารายการนะว่ามันมีคำว่า
motivation แรงจูงใจกับแชionนะ
>> ว่าเท่าที่ฟังมามันดูจะสำคัญมากกับการ
พัฒนาศักยภาพ
>> อ
>> แต่พี่ก็บอกกลับไปว่ามันสำคัญน้อยมาก
>> อื
>> ซึ่งเราก็ตกใจนะ
>> ค่ะ
>> เพราะว่าหรือแรงจูงใจเนี่ยพูดตรงๆเลยว่า
เท่าที่พี่ดูในสายงานของ High Performer
ที่ใช้เวลาด้วยในคลาสมบัติเนี่ยหลายครั้ง
เขาฝึกอ่ะเอางี้กว่า 80-90% น่ะเขาฝึกโดย
ไร้แรงจูงใจแล้วเขาฝึกโดยไร้แชionแต่เขา
ฝึกเพราะเขาศรัทธาศรัทธาในตัวเองศรัทธาใน
เนื้องานศรัทธาในผลลัพธ์ที่มันจะเกิดขึ้น
แล้วเขาชอบเนื้องานชอบงานชอบตัวเองใน
เนื้องานที่เล่าให้ฟังสมมุติว่าหมอในอีอา
หมอในห้องฉุกเฉิน
>> ค่ะ
>> เห็นเลือดทุกวัน
>> ขาขาดบ้างเสียงแผดร้องครอบครัวมาเขย่าว่า
จะตายค้าเงี้ยถามว่าเขาตื่นเต้นมโอ้เห็น
เลือดโอ้เห็นคนอยู่ห้องฉุกเฉินสนุกตื่น
เต้นไม่นะหลายครั้งคือมันพาให้รู้สึกหด
หู่ด้วยซ้ำแต่เขาแค่รับรู้ความรู้สึกนั้น
แต่เศรัทธาในเนื้องานเนี่ยไม่มีแรงจูงใจ
ด้วยบางทีแบบโดนเรียกมาตอนที่แบบเพิ่งได้
กินข้าวกับที่บ้านเป็นครั้งแรกอะไรเงี้ย
อยากอยู่กับที่บ้านจชาแรงจูงใจคืออยู่
บ้านไม่มีแรงจูงใจจะมาห้องอแต่ต้องมา
เพราะมัน Call of Duty ใช่มแล้วเศรัทธา
ในในงานในเนื้องานแล้วเาก็เป็นหมอ ER ที่
เก่งที่สุดจนค่าตัวแพงถามว่าศักยภาพที่เ
พัฒนามาจากแรงจูงใจมไม่ใช่มาจากแชionมย
ไม่ใช่มันมาจากศรัทธาเพราะนั้นหลายครั้ง
เราลืมถือว่า ingredient สำคัญของศักยภาพ
ฮะไม่ใช่แรงจูงใจไม่ใช่แชionแต่คือศรัทธา
คุณศรัทธาในอะไรศรัทธาตรงนั้นน่ะจะทำให้
เราอ่ะไปได้ไกลที่สุด
>> อ
>> ศรัทธาเนื้องานศรัทธาตัวเองในงานใช่มั้
ครับบางคนทำงานนะครับไม่ต้องการให้มาชม
ตัวเองแต่ต้องการให้ชื่นชมแค่ผลงานก็มี
เพราะเศรัทธาที่เนื้องานตัวเองไม่ต้อง
อย่างแฟชั่นดีไซเนอร์หลายคนเนี่ยพอพอทำ
คอลเลกชเสร็จเนี่ยหลบเลยไม่ต้องการให้
สื่อมาสัมภาษณ์ต้องการให้เห็นแค่ผลงาน
แล้วเขาจะโอโหเวลาแต่ละคอลเลกชัเใช้เวลา
ดูเนื้องานละเอียดมากเพราะว่าเค้าชอบความ
ละเอียดของเนื้องานแล้วรู้สึกเลยว่าสิ่ง
นี้แหละที่ทำให้เขา้าอ่ะทำได้แล้วทำได้
อีกทำได้อีกไปเรื่อยๆไม่จบไม่สิ้นแชั่น
เขาอาจจะเป็นเรื่องของลายผ้าเนื้อผ้าแต่
การที่เขาจะได้คลำลายผ้ากับเนื้อผ้ามัน
เป็นแค่ 10-20% ของงานเเองหรือแรงจูงใจเ
อาจจะอยากได้ตังค์เยอะๆซึ่งหลายคอลเลกชก็
อาจจะไม่ได้ตังค์เพราะงั้นแบรนด์จูงใจกับ
แชionนะฮะมันเป็นสับเซตมากๆเลยมันเป็นมัน
ก็สำคัญแต่มันบางเบาจากประสบการณ์การ
บำบัดเนี่ยคนที่เก่งจัดๆในสายงานตัวเองฮะ
ingredient สำคัญที่สุดคือศรัทธากับความ
อึด 2 สิ่งคุณมี 2 สิ่งนี้ไม่มีแชionไม่
มี motivation คุณก็รอด
>> ศรัทธากับความอึด
>> ความอดทน่
>> ใช่[เสียงหัวเราะ]ความถึก
>> อึดถึกทน
>> แล้วก็ศรัทธา
>> มันคล้ายๆคำนี้มั้ยคะที่ถ้าอยู่ในสาย
พัฒนาตัวเองเราจะได้ยินกันคือมีวินัย
>> คือถ้าถามอ่ะคำว่าวินัยอ่ะใช่เพราะมันมี
ความอึดแต่คนส่วนใหญ่พออยากจะมีวินัยอ่ะ
มันจะตายรังที่ความรู้สึกเพราะความรู้สึก
ไม่ไปด้วยขี้เกียจบ้างล่ะอย่างเนี้ยต้อง
ตื่นมาวิ่งทุก 18:00 น.ปีนึงเงี้ยเพื่อจะ
มีกล้ามเนื้อเพื่อจะแข็งแรงนะity
แต่ความรู้สึกทุก 5:00 น.คือขี้เกียจ
เพราะงั้นวินัยก็กระเจิดกระเจิงแล้วเพราะ
ว่าเราเราไม่สามารถจะก้าวข้ามความรู้สึก
ขี้เกียจได้แต่คนที่ก้าวข้ามความรู้สึก
ขี้เกียจได้มันคือศรัทธาในการวิ่งไงต่อ
ให้ขี้เกียจและสลึมสะลือและหาวอเนี่ยก็จะ
แต่งตัวขึ้นมาทั้งที่ตาสะลึมสะลือแล้วก็
ออกไปวิ่งวินัยมันมักจะตามมากับศรัทธาเรา
ศรัทธาสิ่งที่ทำต่อให้ความรู้สึกไม่ไป
แบรนด์จูงใจไม่มาก็ทำ
>> อือื
>> เข้าใจมั้ฮะเพราะงั้นน่ะวินัยที่เป็นความ
อึดอ่ะต้องตีคู่กับศรัทธาศรัทธาจะลากเรา
ให้ทำ
>> อื
>> แม้ความรู้สึกไม่เอาด้วยเราก็แค่รับทราบ
เธอเป็นทาสนะศรัทธาฉันแรงกว่า
>> ศรัทธาก็คือเหมือนกับการที่เชื่อในสิ่ง
ที่เราทำ
>> ทำอยู่แม้ความรู้สึกไม่ไปด้วย
[เสียงหัวเราะ]
>> แล้วแล้วพอเราพอเราออกมาวิ่งอ่ะแพนด้าเอา
สักอาทิตย์นึงอ่ะศรัทธามันจะทำให้เกิด
ความรู้สึกใหม่เราจะเริ่มภูมิใจตัวเองที่
เราชนะความรู้สึกขี้เกียจได้แล้วความรู้
สึกขี้เกียจก็จะบางลงความรู้สึกภูมิใจก็
จะมาที่วินัยก็จะเสถียรเพราะฉะนั้นเนี่ย
เคล็ดลับกลับมาเรื่องเดิมเลยคือคุณต้อง
curate ความรู้สึกคุณให้ได้คุณต้องคัด
กรองความรู้สึกคุณให้ได้อย่าเชื่อทุกความ
รู้สึกที่เข้ามาถ้าคุณไม่เชื่อที่เข้ามา
แล้วมองไปเป็นทาสวินัยจะเกิดวินัยเกิด
เพราะศรัทธาไม่ใช่เพราะความรู้สึกแต่ความ
รู้สึกมันคือสิ่งแรกที่เข้ามาในหัวแต่คิด
ดูนะเราตื่นเช้ามาเราจับต้องความรู้สึก
ได้ก่อนความคิดนะ
>> ใช่
>> เหนื่อยท้อ
เบื่อสิ่งเหล่าเนี้ยคือเสียงแรกในหัวแล้ว
เราต้องใช้ศรัทธาตก[เสียงหัวเราะ]
>> ไม่ว่าจะรู้สึกอะไรอยู่
>> ไม่ว่าจะรู้สึกอะไรอยู่
>> ช่างมันไปก่อนเพราะว่ามนุษย์น่ะเขาบอกว่า
เรามี 60,000-70,000 ความคิดต่อวันนะและ
ส่วนใหญ่เป็นลบนะไม่ใช่บวกเพราะฉะนั้น
เนี่ยคิดดูซิว่าความรู้สึกไม่ดีกับดีอัน
ไหนจะมาโจมตีเรามากกว่า
>> ไม่ดี
>> เราต้องบริหารอะไรจริงๆแล้ว
>> ก็ต้องมาคิateอีกคิateความรู้สึก
>> ต้องคิวทุกความรู้สึก
>> ค่ะ
>> อย่าไปเชื่อความรู้สึก
เคือเป็นแผนที่แล้วเป็นเบ่าเพราะเวลาเรา
มีลูกน้องอ่ะ 10 ความรู้สึกอ่ะเป็นลูก
น้องเราเราก็ฟังไปอ่าคนนี้ขี้เกียจคนนี้
ขอพักคนนี้เราก็เอาหน้าแต่เราก็ไม่ต้องทำ
ตามไงรับทราบแต่ก็จะทำอยู่ดี
>> ค่ะ
>> 10 ความรู้สึกที่เข้ามาก็โจมตีเราไม่ได้
ครับ
>> อือน่าจะเข้าใจกันมากขึ้นทีนี้ได้อยากถาม
ดอกเตอร์อย่างนึงว่าถ้าเราพูดถึงคำว่า
เกลาอยากถามดอกเตอร์ว่ามันมีหลายๆคน
เหมือนกันที่สับสนว่าจริงๆแล้วเนี่ยเรา
ควรที่จะพัฒนาจุดอ่อนของเรา
>> อ่า[เสียงกระแอม]
>> แบบแก้จุดอ่อนหรือว่าเราไปพัฒนาจุดแข็ง
ของเราดี
>> อย่างที่บอกจุดอ่อนเนี่ยมันคือพฤติกรรม
ที่จะต้องวางแผน plan behavior จุดอ่อน
นัหมายถึงว่าสมรรถะนะเราน้อยจุดแข็งคือ
สมรรถนะเราเยอะจุดแข็งเนี่ยเมื่อกี้บอก
แล้วว่าเราจะปูต่อเมื่อเรามีสกิลอื่นๆ
ด้วยเช่นเราบริหารความผิดหวังเก่งบริหาร
ความเจ็บปวดเก่งให้ความรู้สึกเป็นทาสไม่
ใช่ที่บอกไปทั้งหมดเนจุดแข็งก็จะเฉิดฉาย
แต่จุดอ่อนเนี่ยถามว่าต้องบริหารอะไรก่อน
เนี่ยส่วนใหญ่นะถ้าเป็นสาด้านของ strength
base คือพุ่งด้วยจุดแข็งเราดูจุดแข็ง
ก่อนเพราะจุดแข็งอ่ะมันทำให้เราศรัทธา
ง่าย
>> อื
>> แต่จุดอ่อนน่ะมันทำให้เราเสียศรัทธาง่าย
[เสียงหัวเราะ]
>> สำคัญนะ
>> เพราะฉะนั้นเนี่ยการขยายจุดแข็งก่อนเนี่ย
อาจจะเวิร์คกว่าถ้ามองในสายจิตวิทยาแบบ
strength base ก็คือเอาจุดแข็งเป็นจุด
กระทบคือเอาจุดแข็งเป็นศรัทธากับแรงจูงใจ
ให้ทำแต่ถ้าจุดอ่อนเนี่ยฮะมันมี 2 2
กรณีก็คือว่าหลังจากเราใช้จุดแข็งแล้ว
เนี่ยในเนื้องานเราอ่ะทุกงานแพนด้าแม้แต่
งานที่เรามีจุดแข็งมันจะมีสิ่งที่เราไม่
ถนัดอยู่ในนั้นสมมุติว่าแฟชั่นดีไซเนer
เนี่ยงานเไม่ใช่แค่งานดีไซน์นะงานเขาต้อง
เอางานไปขายด้วยถูกป่ะนั่นก็คืออาจจะเป็น
จุดอ่อนขายงานไม่เก่งหรือต้องทำรีเสิร์ช
อาจจะเป็นคนไม่ละเอียดหรือต้องประสานงาน
เวลาจะทำคอเลกชทีมันต้องประสาน 10 ทิศใช่
ป่ะแต่หลายกรณีเราจ้างคนทั้งหมดไม่ได้บาง
งานที่เราเป็นจุดอ่อนก็ต้องทำเองแต่นั่น
แหละคือต้องวางแผนนานหน่อยแต่ให้อดทนกับ
ตัวเองว่ามันเป็นจุดอ่อนแต่เธอต้องทำเธอ
ยังจ้างคนไม่ได้ตังค์ยังไม่มีเพราะฉะนั้น
เนี่ยก็ต้องใช้เวลากับมันนานหน่อยแต่เรา
ยังไม่มีกตังค์พอที่จะจ้างคนที่มีสมรรถนะ
หลายจะต้องทำเองก่อนหรือหลายจะต้องใช้คน
นึงหลายงานซึ่งเขาก็ไม่ถนัดมากแต่พอช่วย
เราได้เนี่ยก็ต้องอดทนไปก่อนมันก็เป็นไป
ได้แต่ว่าตราบใดที่เรารู้ว่าในเนื้องาน
เนี้ยเรามีจุดแข็งแน่นอนแต่ว่าบางส่วนของ
งานมันคือจุดอ่อนเนี่ยเราจะทนจุดอ่อนได้
ดีขึ้นเพราะเรารู้ว่าเราเก่งจริงเราเป็น
แฟชั่นดีไซเนอร์ที่งานดีไซน์เราเนียบเรา
ละเอียดเราใช้เวลานานกับมันแล้วคนชอบแต่
อาจจะขายงานไม่เป็นไอ้ไอ้ขายงานไม่เป็น
แต่นันต้องขายเองอย่างเงี้ยเราก็ต้องอดทน
ตัวเองไปก่อนแต่ถามว่าถ้าเราเริ่มจากจุด
แข็งเราจะทำต่อเพราะอะไรฮะศรัทธาศรัทธา
สำคัญมาก
>> อืเข้าใจเลยสำคัญจริงๆมันเป็นเหมือนไบาง
อย่างของชีวิต
>> ที่ทำให้เราไปต่ออ่ะเพราะพอสมมุติเรามี
ทุกอย่างเลยแต่เราไม่มีศรัทธามันเหมือน
หมดความหมายว่าจะทำไปทำไมเออมันก็เลย
สำคัญมากว่าโอเควันนี้เราเลือกสิสิ่งที่
เรามีจุดแข็งมีศักยภาพในสิ่งนั้นมากกว่า
มาเป็นแก่นของเราเพื่อให้เรามีศรัทธา
เหมือนมีต้นทุนตรงเนี้ยที่มันมากพอที่จะ
รอเลี้ยงเราไปได้
>> อ่าจุดแข็งขีดจำกัดเราอ่ะมันไปได้ไกลใช่
มั้ฮะ
>> ค่ะ
>> เราจะเห็นตัวเองยาวแต่จุดอ่อนน่ะสมรรถนะ
มันสั้นเราอยากจะโอนงานมากกว่า
>> อื
>> อันเนี้ยให้เราจำไว้แค่นี้ว่าอะไรก็ตาม
ที่เป็นจุดอ่อนวันนึงที่เรามีทรัพยากรมี
เงินน่ะเราควรจะจ้างคนอื่นมาช่วยที่มีสมา
สูงกว่า
>> จ้างก็ต้องจ้างให้ถูกคนถูกเอ่อนี่ก็เป็น
ศิลปะในการที่เราต้องใช้ทุกอย่างมาในการ
เลือกเหมือนกันอยากถามเรื่องของดอกเตอร์
บ้างค่ะเออว่าแล้วอย่างตัวดอกเตอร์เองอ่ะ
>> จุดเปลี่ยนอะไรที่ทำให้ดอกเตอร์มาเกลา
นิสัยตัวเองหรือว่ามันเป็นโมเมนต์ไหนที่
ดอกเตแล้วว่าโอเคดอกเตอร์จะพัฒนาจุดแข็ง
ด้านนี้นะแม้ว่าย้อนกลับไป 20 กว่าปีที่
แล้วไม่มีใครเห็นด้วยเลยเงี้ย
>> เอาอย่างงี้คือว่าจุดที่มาเป็นนักบำบัด
แล้วกันนะค่ะ
>> มันเริ่มจากการตั้งตัวไม่ทันจึงก่อนปี
2000 ไม่รู้ตัวนะว่าเราเก่งเรื่องนี้นะ
ครับแต่ก่อนเนี่ยทำงานเป็นผู้บริหาร
มูลนิธิระหว่างประเทศมันเราดูแล 80
ประเทศทั่วโลกเนาแล้วเราก็ชอบงานนั้นนะ
แต่สิ่งที่ชอบมากกว่าเนี่ยแล้วมาค้นพบก็
คือปี 2004 ที่เกิดเหตุการสึนามิเราต้อง
ส่งพนักงานเนี่ยลงไปหน้างานนะแล้วเาก็
เห็นศพเยอะมากแล้วมันก็เกิดความอดหูแล้ว
เราใช้นักจิตวิทยามาบำบัดเนี่ยแต่บรีฟเรา
ก็ไม่หายเราต้องไปบำบัดเองกลายเป็น
พนักงานทุกคนบอกว่าบำบัดกับเราอ่ะได้ผล
เยอะนั่นคือจุดสปารจุดแรกที่รู้เริ่มรู้
สึกว่าเรามีสกิลเรื่องนี้แล้วมันเป็น
สมรรถนะแฝงแต่สิ่งแวดล้อมมันบังคับให้เรา
ทำหลังจากนั้นหลานซึมเศร้าจนฆ่าตัวตายซ้ำ
ซ้อนต้องพาไปหาคู่สามีภรรยาที่แคนาดาที่
ที่พี่ไปเรียนกับเมานานหลายปีนะครับด้าน
ของจิตวิทยาบำบัดแล้วพาไปรักษาเสร็จเขียน
หนังสือด้วยกันเป็น bestseller เพื่อให้
วิทยาทานเนาะเพราะเหายแล้วก็จะส่งคนไป
บำบัดที่แคนาดาแล้วปรากฏว่าเพูดภาษา
อังกฤษกันไม่ได้มันเลยบังคับให้เราต้อง
เปิดคลินิกเพราะว่าเราทางหมอทั้ง 2 ท่าน
เนี่ยก็เลย Grand Licensing ให้เราเปิด
คลินิกเพราะเราเรียนกับเมา 3-4 ปีแล้ว
หลังจากนั้นเนี่ยคนมันก็มาเยอะขึ้นเยอะ
ขึ้นเพราะว่ายิ่งทำเรายิ่งเห็นเลยว่าเรา
เก่งเรื่องพวกนี้เนี่ยคือบางทีสมรรถนะมัน
แฝงจนสถานการณ์มันบังคับให้เราเปลี่ยนบท
บาทจากนักพัฒนาสังคมมาเป็นนักบำบัดตอนแรก
ก็ทำใจอยู่เพราะมันต้องฟังปัญหาคนอ
>> ทุกวัน
>> ค่ะ
>> วันละ 2-3 คนอะไรเงี้ยแต่หลังจากนั้น
เนี่ยก็เลยเห็นจริงๆว่าเมื่อเรามาสายนี้
แล้วว่าคนเหล่านี้แหละคืออาจารย์แล้วเรา
เป็นศิษย์แล้วเราก็ศรัทธาไม่ได้ศรัทธาแค่
ตัวเองนะศรัทธาในเนื้องานจน 20 ปีก็ยังมี
ความศรัทธานี้อยู่แล้วบอกได้เลยว่ามันไม่
ได้สุขตลอดเวลาเพราะหลายคนหลายเรื่องราว
หลายความเจ็บปวดแล้วเราก็ต้องมีน้ำตาร่วม
กับเขาหลายๆครั้งเพราะฉะนั้นถึงบอกว่า
ท้ายสุดเลยเข้าใจจริงๆว่าสิ่งที่ทำให้เรา
ก้าวข้ามจนกลายเป็นคนที่จัดเจนในการบำบัด
และเข้าใจมนุษย์แทบทุกส่งนะเพราะมาหาย
หลายรูปแบบเนี้ยมันเกิดขึ้นเพราะศรัทธา
และความอื่นแชionกับ motivation มาทีหลัง
แล้วท้ายสุดก็เลยก็เลยอยู่ในสายงานเแล้ว
คิดว่าจนวันตายก็อยากทำงานนี้อยู่เป็นงาน
ที่เป็นงานที่ให้ความสุขก็มีแต่สิ่งที่
ชอบมากก็คือทุกวันที่เห็นทิชชู่เยอะมาก
กองอยู่ในตะกร้าแล้วเห็นชีวิตที่ดีขึ้น
เยอะมากแล้วมันทำให้มองว่านี่คืองานที่ดี
งานที่เหมือนเราเราให้ตัวเองไม่ใช่แค่ให้
ตัวเองเท่านั้นแต่เราให้ส่งมอบสิ่งที่สุด
ให้กับคนที่เราทำงานด้วยเพราะว่าเขามี
ชีวิตที่ดีขึ้นมันไม่มีอะไรดีกว่านี้แล้ว
คือการช่วยเพื่อมนุษย์ให้มีชีวิตที่ดี
ขึ้นเพราะฉะนั้นพี่เลยศรัทธาในงานนี้มาก
เมื่อศรัทธามากยังไงก็ทำเพราะเพราะมัน
ศรัทธาไปแล้วอ่ะมันหยุดไม่ไม่ได้
>> เหมือนกับการที่ใช้คำนี้อาจจะได้มั้คะ
อุทิศชีวิตให้กับสิ่งนี้ไปแล้ว
>> ใช่ฮะจริงๆเราอุทิศชีวิตเนี่ยเพราะเรา
เชื่อในมันไงใช่ป่ะแพนด้าจะอุทิศตัวเอง
กับใครกับอะไรก็ตามอย่างบางคนเราเห็นว่า
โอโหเาดูแลพ่อแม่จนเวทีสุดท้ายนะไม่ยอม
แต่งงานอะไรเงี้ยมันคือศรัทธาไงเยินดี
เสียสละพาร์ทนึงของชีวิตที่มีค่ามากของ
เขาอ่ะเพราะอีกชีวิตนึงมันมีค่ามากกว่า
มันคือศรัทธานะ
>> อื
>> มันไม่ได้สุข
อย่างตอนช่วงที่พ่อพี่ป่วยหนักเงี้ยแล้ว
มันสปรลงไปคือเราเห็นเขาว่าจำอะไรไม่ได้
ไปแล้วเรารู้ว่าจุดจบก็คือจำเราไม่ได้แต่
เราอยู่กับเขาอ่ะจนไปถึงจุดนั้นน่ะไม่ใช่
ความสุขนะมันไม่มีความสุขนะที่เห็นตรง
นั้นแต่มันคือศรัทธาที่เราได้อยู่กับเขา
อ่ะจนวินาทีสุดท้าย
>> อื
>> ศรัทธามันไเราไม่ใช่ความสุข
>> เข้าใจคำว่าศรัทธามากขึ้นมากๆแล้วก็หลายๆ
ครั้งเนาะเวลาที่เรามีความรู้สึกบางอย่าง
เกิดขึ้นหรือสึกหลายๆอย่างเกิดขึ้นกับ
ชีวิตจนมันแบบมันแทบจะเป็นข้ออ้างไปหมด
ที่จะให้เราไม่ทำหรือไม่รู้จะทำไปทำไมไม่
มีความหมายอ่ะอาจจะต้องตบกลับมาที่แล้ว
ยังศรัทธากับสิ่งนี้อยู่
>> ใช่
>> อื
>> จริงๆ That's the basic question นั่น
คือคำถามที่ใส่ใจที่สุด
>> อือ
>> เวลาใครถอดใจอ่ะพี่จะถามเลยว่าคุณยัง
ศรัทธาในสิ่งที่ทำอยู่ไหมแล้วเบอกว่า
ศรัทธาพี่ก็บอกว่า keep going เพราะมัน
มันคือแกนของคุณมันคือ essence ของคุณ
>> ขอบคุณดอกเตอรมากๆนะคะที่มาแชร์เรื่องราว
หลายๆอย่างครับ
>> ทั้งความรู้ในเรื่องของการพัฒนาสมรรถนะ
ศักยภาพวันแพด้าว่าทุกคนที่ฟังมาจนถึงตอน
เเข้าใจแน่นอนแล้วแยกออกแน่นอนใจครับ
>> แพนด้าก็เข้าใจแพนด้าเชื่อว่าทุกคนน่าจะ
เข้าใจมากขึ้นแล้วก็เป็นประโยชน์มากค่ะ
เพนด้าอยากบอกดอกเตอร์ว่าสิ่งที่ดอกเตอร
ฟูมฟักมาตลอด 20 กว่าปีที่แล้วโอวันนี้
มันให้ผลที่งอกงามมากนะ
>> โอดีใจจัง
>> ใช่ค่ะแล้วก็เชื่อว่าทุกคนที่ได้ฟังอยู่
อ่ะมันคือศรัทธาของดอกเตอร์เลยล่ะ
ดอกเตอร์ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์แล้ว
จริงๆอือยิ่งใหญ่
>> ครับวันนี้เราชมกันเอง
>> อ่ะเราชมกันเองก็ไม่เป็นไรก็เป็นสิ่งที่
ดีนะคะ
>> เพราะว่าดอกเตอร์บอกว่าจริงๆความคิดของ
เราเนี่ยความคิดรบมันเกิดขึ้นเยอะมากกว่า
อยู่แล้วเพราะฉะนั้นเราจะเป็นดอกไม้ให้
กันก็เป็นเรื่องที่ดี
>> ขอบคุณมากเลยขอบคุณ[เสียงหัวเราะ]มาก
>> สุดท้ายก่อนที่เราจะจบวันนี้ที่เราคุยกัน
ไปอยากให้ดอกเตอร์ให้ key takeaway อยาก
ให้ได้วิธีเช็คเช็คลิสต์นิดนึงว่าเราจะมี
วิธีเช็คตัวเองยังไงว่าตอนเนี้ยกับอายุ
ที่มากขึ้นของเราอ่ะเรากำลังเติบโตขึ้น
จริงๆไม่ใช่แค่เพราะว่าเราเป็นคนมีความ
รู้มากขึ้นนะ
>> อ๋อเวลาเราโตขึ้นนะฮะมันดูที่การตัดสินใจ
เราตัดสินใจด้วยศรัทธาและตัดสินใจได้ข่มม
ข่มนั่นหมายถึงว่าเมื่อตัดสินใจแล้วมัน
ท้าทายให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น Bruce Lee
พูดอยู่ประโยคนึงบอกว่าสิ่งที่สำคัญมาก
ของชีวิตมันชอบมากเลยนะสิ่งสำคัญของชีวิต
เนี่ยคือการที่เราไม่ยึดติดกับเวอร์ชั่น
เก่าของตัวเองอันนี้จริงมากเลยเพราะว่า
ไม่ว่าแพนด้ากับพี่อ่ะเชื่อเหอะบทบาทเรา
เปลี่ยนไปเรื่อยๆแล้วเวลาเราไม่ยอมตัวตัด
สินใจไม่คมอ่ะเพราะเราเสพติดบทบาทเก่า
อย่างที่บอกอ่ะพ่อแม่ที่ลูกออกจากรังอ่ะ
ไม่ยอมจะเป็นแม่จะไม่เป็นอย่างอื่นเราไม่
ชอบไปต่อเราเสพติดโปชัเก่าอย่างนี้สมมุติ
ว่าวันที่พี่สูญเสียคุณพ่อคุณแม่ไปเราไม่
ได้เป็นลูกอีกแล้วแต่เรายังเหลือบทบาท
อื่นเราจะไปต่อมยหรือว่าแพนด้าวันนึงอาจ
จะเป็นผู้บริหารอื่นๆ
>> สาธุค่ะ
>> ที่นอกเหนือจากตรงนี้เราจะไปต่อไหใน
เวอร์ชั่นใหม่เพราะฉะนั้นเนี่ยคำว่าตัว
นั่นหมายถึงว่าเราไม่มี fixation เราไม่
ฝังกับบทบาทเก่าอย่างคนแต่ก่อนเคยมองเรา
ว่าเหยาะแยะเราเสพติดไว่าเออเราเป็นคน
เหยาะยะและยอมให้คำเนี้ยมันตอบย้ำเราจน
เราไม่กลายเป็นคนแข็งแรงคนเอาการเอางาน
เพราะว่ามันคือเวอร์ชั่นเก่านะครับ iPhone
ยังเปลี่ยนกี่เวอร์ชั่นก็ไม่รู้หรือจะ
Samsung จะยี่ห้อใดก็ตามยังเปลี่ยนกี่
เวอร์ชั่นเวอร์ชั่นไม่รู้อันนั้นเป็นแค่
tools ด้วยซ้ำแล้วเราอ่ะเราไม่มี
เวอร์ชั่น 11 12 13 14 15 เลย
>> เพราะฉะนั้นเนี่ยการโตขึ้นนะฮะก็คือขอยึด
คำรู้สดดีแล้วก็คือคุณสามารถทิ้ง
เวอร์ชั่นเก่าของตัวเองได้ถ้าคุณทำมาได้
เรื่อยๆนั่นคือศักยภาพนั่นคือคุณโตขึ้น
แล้วคุณตัดสินใจคมขึ้นคุณไม่กลัวอะไรเลย
คุณยินดีเป็นเวอร์ชั่นใหม่ตลอดเวลา
>> เป็นอะไรที่คมมากค่ะแล้วก็น่าจะเช็คกับ
ตัวเองได้หลายๆครั้งเนาะเพราะว่าการที่
เราจะเติบโตขึ้นได้ทิ้งเวอร์ชั่นเก่าได้
นั่นแหละมันจะมี turning point มันจะมี
ปัญหามันจะมีบางอย่างเข้ามาทดสอบแน่นอน
[เสียงกระแอม]
>> เราก็จะมีความผิดหวังจากคนรอบข้าง
>> อื
>> เพราะว่าเราเป็นมนุษย์ที่เสพติดความเคย
ชินคนรอบข้างจุดแรกจะไม่ชอบเวอร์ชั่นที่
เราเปลี่ยนไปแม้ดีขึ้นนะแต่เขาไม่เข้าใจ
เขาวางตัวไม่ถูกเราอาจจะเป็นอิสระกว่า
เดิมเราอาจจะออกนอกลูกกว่าเดิมหรือไปทำใน
สิ่งซึ่งเขาไม่คุ้นแล้วช่วงแรกจะต้อง
เผชิญความเจ็บปวดจากความผิดหวังของคนรอบ
ข้างแต่ยาวๆก็จะเข้าใจว่าเราทำสิ่งที่มัน
ช่วยทั้งเขาทั้งเราเงี้ยอย่างเราไปหางาน
ซึ่งเขาไม่เข้าใจเงี้ยกว่ามันจะ make
money เงี้ยมาใช้เวลาปี 2 ปีแต่เรารู้
เลยว่ามัน make แน่นอนแล้วมันจะกลับมา
ช่วยครอบครัวอะไรเงี้ยเพราะฉะนั้นเราก็
ต้องทนกับความผิดหวังช่วงแรกเพราะเราเป็น
เวอร์ชั่นที่ดีขึ้นก็จริงแต่ว่าเป็น
เวอร์ชั่นที่คนยังใช้งานไม่เป็นยังไม่
เข้าใจเรา
>> ค่ะแม้บางครั้งอาจจะต้องเผชิญกับการเติบ
โตอย่างเงียบๆในใจของตัวจริง
>> เราต้องไม่แพ้เสียในหัว
>> อันนี้สำคัญ
>> ต้องไม่หมกมุ่นกับความเห็นคนอื่น
>> ค่ะ
>> ต้องหมกมุ่นกับเวอร์ชั่นใหม่ตัวเอง
>> วันนี้ค่ะทางเกลาก็มีกระเป๋าผ้ามามอบให้
ดอกเตอร์
>> โหขอบคุณมากครับ
>> สวยจังเลย
>> ตึ๊บนี่ด้านใน
>> ได้ใช้แน่นอนอันนี้ฮ
>> ได้ใช้แน่นอนข้างในนะคะอนุญาตขอขอเปิดให้
ดูนิดนึงโอเคข้างในมีหลายช่องมากเลยนะคะ
สามารถใส่กระบอกน้ำได้ด้วยคนเดี๋ยวนี้ชอบ
พกกระบอกน้ำค่ะ
>> อ่าโอสวยครับได้ใช่แน่นอนขอบคุณมากค่ะ
>> อันนี้มอบให้ดอกเตอร์เลยนะคะแล้วก็ใครที่
อยากได้กระเป๋าแบบนี้นะคะสามารถอุดหนุน
ทางเกลาได้ที่ใต้ description นี้นะคะทาง
เกลายังมีเสื้อเกลานะคะมีหมวกเกลาแล้วก็
มีหนังสือเกลาออกใหม่ด้วยนะคะตอนนี้ฝาก
สนับสนุนนะคะเอาไปเก็บคนละเล่ม 2 เล่ม
แล้วก็ถ้าใครอยากสนับสนุนดอกเตอร์เนี่ย
ติดตามได้ช่องทางไหนบ้างคะแล้วก็มี
หนังสือหรือว่ามีอะไรให้คนไปอุดหนุนบ้าง
>> ผลงานหนังสือเล่มสุดท้ายคือเปลี่ยนแผล
เป็นพลังนะครับของสำนินเ้าบอกว่าหมดหมด
แผงไปแล้วเนาะแต่ถ้ายังไงลองไปเช็คดูนะ
ครับอาจจะซื้อออนไลน์ได้แล้วก็รวมถึงเพจด
the filter ไปตามกันได้เลยครับ
>> ไปตามกันได้นะคะท่านก็ตามอยู่ดอกเตอร์ก็
จะมีมีเนื้อหามีบทความมาแชร์ให้เราแล้วก็
ได้เรียนรู้ไปด้วย
>> เออ[เสียงกระแอม]
>> เฮ้ยจริงๆควรตามอย่างยิ่งเพราะว่า
ดอกเตอร์เนี่ยมีบทเรียนจากคนเยอะบางทีเรา
ไม่ต้องไปเรียนรู้เองนะคะเราเรียนรู้ผ่าน
ดอกเตอร์ก็ได้นะคะก็ฝากติดตามทั้ง
ดอกเตอร์แล้วก็ฝากติดตามทางช่องเกาด้วยนะ
คะดูคลิปนี้แล้วนะคะฝากกดไลค์กดแชร์คลิป
นี้นะคะให้คนที่คุณรักมันจะจะเป็นการให้
ที่ดีมากๆนะคะเพราะว่าความรู้นี้ถ้าใคร
ได้รู้แล้วเอาไปปรับเปลี่ยนกับตัวเอง
เนี่ยชีวิตน่าจะดีขึ้นกันก็ยังไงก็ฝาก
ด้วยนะคะแล้วก็เดี๋ยวถ้ามีโอกาสในอนาคต
เราหวังว่าจะได้คุยกันใหม่นะคะ
>> ได้เลยครับได้เลย
>> วันนี้ขอบคุณดอกเตอร์มากๆนะคะขอบคุณค่ะ
>> สวัสดีครับ
>> ทำไมเราไม่เกลาตัวเองก่อนที่เราจะไปเกลา
คนอื่น
Continue with YouTLDR
Analyze another video with Pro
Process a new video, search every timestamp, compare sources, and keep the result in your library.
More transcripts
Explore other videos transcribed with YouTLDR.

บางแสนกับพัทยาอยู่ชลบุรีเหมือนกัน ห่างกันชั่วโมงเดียว แต่ทำไมทะเลบางแสนน้ำขุ่น
ไทยทำไม · Why Thai · Thai

'ไมโครไบโอม' ความหวังใหม่มนุษย์ ตายช้า ชะลอการป่วย ยืดช่วงสุขภาพดี | KEY MESSAGES #285
THE STANDARD · Thai

ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจโลก รวดเดียวจบ | The Secret Sauce MEDLEY #43
THE SECRET SAUCE · English

ชวน CK มาแบไต๋ประเด็น AI ที่ทุกคนควรฟัง!
BT beartai · Thai

ทำสิ่งนี้ทุกวัน…สมาธิจะมาเอง | เคล็ดลับง่ายๆที่ไม่ต้องพยายาม 'ทำสมาธิ' แล้วสมาธิจะมาหาคุณเอง!
สุญญตาปัญญา : SunyataPanya · Thai

เปิดเหตุผลทั่วโลกสั่งสำรองอาหารน้ำ AI เจอรอยรั่ว PHP ระดับวิกฤต ระบบไซเบอร์โดนเตือนเสี่ยงอันตราย
TOP NEWS LIVE · Thai

สปอนเซอร์อย่างไรให้โดนใจ สื่อสารกับผู้มุ่งหวังอย่างไรให้ทันยุค โดย คุณพิบูลย์ ดิษฐอุดม
Allbest BY AMNET FAMILY CHANNEL · Thai

ธนาคารระส่ำ การมาของClicx เป็นสัญญานบางอย่าง ถึงชะตาของธ.ไทย (06/08/69)
News1 · Thai

18º LEILÃO DE TOUROS FAZENDA ARARAS - CANAL DO BOI
Arroba Play - Leilões · Portuguese (Portugal, Brazil)

อ.ปานเทพ-เก๋ พูดถึง "พี่บุ๋มปนัดดา" ว่าแบบนี้.. : News Hour 27-10-69
News1 · Thai

อ.ปานเทพ-อ.สิตางศุ์ เฉลยแล้ว! ต่อไปในกรุงเทพฯ น้ำจะท่วมถาวรที่ไหนบ้าง? : News Hour 27-10-69
News1 · Thai

Leilão Virtual Excelência Genética SB da Mata
LANCE RURAL OFICIAL · Portuguese (Portugal, Brazil)