Full Transcript

·YouTLDR

คุณบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) คิดเช่นต๋อย ทอล์ก EP.17

53:15475 summary words · ~2 min readThaiBy KitchenToiTranscribed Oct 24, 2026
Analyze another video with Pro30-day money-back guarantee
Summary

เศรษฐกิจไทยติดหล่มการเติบโตต่ำที่ระดับ 3% ต่อปี จากผลิตภาพที่หยุดนิ่งมา 20 ปี และปัญหาเชิงสถาบันที่ถดถอย ทั้งคอร์รัปชัน นิติรัฐ และระบบราชการที่เทอะทะ ทางออกเดียวคือการปฏิรูป 'ลดขนาด-บทบาท-อำนาจรัฐ' ควบคู่กับการเปิดเสรีเชื่อมโยงกับโลก

หากไทยไม่ปฏิรูปโครงสร้างเชิงสถาบันและกฎระเบียบอย่างจริงจัง จะต้องใช้เวลามากกว่า 25 ปีกว่าจะพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ขณะที่ความเหลื่อมล้ำที่ถ่างกว้างจะปะทุเป็นวิกฤตสังคมก่อนลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ

Section summaries

0:00-2:40

บทนำและเปิดประเด็นความท้าทายเศรษฐกิจไทย

skip

พิธีกร คุณไตรสิทธิ์ (คุณต๋อย) กล่าวต้อนรับผู้ชมและเกริ่นถึงความสำคัญของการมีกรอบคิดและข้อมูลที่ถูกต้องท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมที่มีความผันผวนสูง จากนั้นได้แนะนำแขกรับเชิญ คุณบรรยง พงษ์พาณิช ประธานกรรมการบริหาร บมจ. ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน นโยบายสาธารณะ และโครงสร้างสังคมไทย โดยตั้งเป้าที่จะสนทนาเจาะลึกถึงทางออกและวิธีคิดสำหรับคนทุกช่วงวัย

  • การดำเนินชีวิตและธุรกิจในยุคปัจจุบันต้องการข้อมูลและรากฐานทางความคิดที่ถูกต้อง ไม่ใช่การคิดลอยๆ
  • ความสับสนวุ่นวายทางเศรษฐกิจในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อประชากรทุกช่วงอายุตั้งแต่วัยรุ่นถึงวัยชรา

เป็นการเกริ่นนำรายการ ทักทาย และแนะนำตัววิทยากรทั่วไป

2:40-6:40

เบื้องหลังชีวิตและการเรียนรู้ของคุณบรรยง

skim

คุณบรรยงเล่าถึงพื้นเพเดิมที่เป็นชาวนครศรีธรรมราช และยอมรับว่าสมัยเรียนเศรษฐศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเรียนจบด้วยเกรด 2.03 และใช้เวลาเรียนถึง 5 ปีเพราะมัวแต่เล่นกีฬา หลังจบการศึกษาหางานไม่ได้ถึง 8 เดือน ก่อนจะได้งานเสมียนเคาะกระดานหุ้นที่ภัทรด้วยเงินเดือน 2,450 บาท และได้เรียนรู้วิชาเศรษฐศาสตร์อย่างจริงจังใหม่ทั้งหมดจาก ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ซึ่งคุณบรรยงเป็นผู้ชักชวนมาจากกระทรวงการต่างประเทศในปี 1994 จนกระทั่งคุณบรรยงเติบโตขึ้นเป็น CEO ใน 20 ปีต่อมา และทำงานที่ภัทรยาวนานถึง 49 ปี

  • ความล้มเหลวทางการศึกษาในอดีตไม่ได้ปิดกั้นการเติบโต หากพร้อมเรียนรู้ใหม่จากผู้รู้จริงในชีวิตการทำงาน
  • การเติบโตในสายอาชีพของคุณบรรยงได้รับอานิสงส์อย่างมากจากการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในอดีตที่โต 8-9% ต่อปี และตลาดการเงินที่โต 3 เท่าของเศรษฐกิจ

ให้บริบทชีวิตส่วนตัวและทัศนคติการเรียนรู้ของวิทยากร เหมาะสำหรับผู้สนใจเรื่อง Mindset และการพัฒนาตนเอง

6:40-12:00

การเชื่อมโยงกับโลกและข้อจำกัด GDP ไทย

watch

คุณบรรยงวิเคราะห์ว่าไทยหลีกเลี่ยงการพึ่งพาเศรษฐกิจโลกไม่ได้เพราะมูลค่าการส่งออกและนำเข้าคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 120-130% ของ GDP แต่โลกปัจจุบันกำลังเผชิญกระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์ (Deglobalization) และสงครามการค้า สำหรับไทยศักยภาพการเติบโตในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3% ต่อปีเท่านั้น ซึ่งทำให้ต้องใช้เวลาอีกกว่า 25 ปีจึงจะขยับรายได้ต่อหัวจาก 8,000 ไปถึงเกณฑ์ประเทศพัฒนาแล้วที่ 12,500 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มาเลเซียและจีนได้ก้าวข้ามไปแล้ว โดยปัญหาหลักเกิดจากผลิตภาพ (Productivity) ที่หยุดนิ่งมานานถึง 20 ปี

  • ไทยมีสัดส่วนการค้าต่อ GDP สูงมาก จึงไม่สามารถแยกตัวออกจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์โลกได้
  • ด้วยอัตราเติบโต 3% ต่อปี ไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนแซงหน้าไปทั้งหมด
  • หัวใจสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจคือการยกระดับผลิตภาพต่อปัจจัยการผลิตที่หยุดนิ่งมา 2 ทศวรรษ

แสดงตัวเลขและภาพรวมมหภาคของไทยเปรียบเทียบกับเกณฑ์สากลอย่างชัดเจน

12:00-18:40

ดัชนีคุณภาพสถาบัน 5 ด้านและความหวัง OECD

watch

การยกระดับผลิตภาพต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและการปฏิรูปเชิงสถาบัน คุณบรรยงระบุ 3 ดัชนีวัดผลสัมฤทธิ์ (รายได้ต่อหัว, การกระจายรายได้ Gini, และสิ่งแวดล้อม EPI) ควบคู่กับ 5 ดัชนีวัดคุณภาพสถาบัน ได้แก่ ประชาธิปไตย, เสรีภาพทางเศรษฐกิจ, ความโปร่งใส, คุณภาพการศึกษา, และหลักนิติธรรม โดยชี้ว่าไทยมีข่าวร้ายคือไม่ติด Top 50 ของโลกเลยสักดัชนี และอันดับถดถอยลงต่อเนื่องในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เช่น หลักนิติธรรมตกจากอันดับ 50 มาอยู่ที่ 82 อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือเรื่องเหล่านี้แก้ไขได้ โดยกระบวนการยื่นขอเข้าเป็นสมาชิก OECD จะเป็นตัวเร่งและมาตรฐานบังคับให้ไทยต้องปฏิรูปสถาบัน

  • ดัชนีชี้วัดเชิงสถาบันของไทยเกือบทุกด้านถดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ยกเว้นมิติด้านสิ่งแวดล้อม
  • การนำพาประเทศเข้าเป็นสมาชิก OECD คือกลยุทธ์สำคัญที่จะบังคับใช้มาตรฐานสากลในการปฏิรูปกฎหมายและสถาบันในประเทศ
  • การปฏิรูปเชิงสถาบันเป็นงานระยะยาวที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี และต้องการความเข้าใจของประชาชนเพื่อร่วมกันขับเคลื่อน

อธิบายกรอบคิดเชิงสถาบัน (Institutional Economics) ที่เป็นแก่นของปัญหาประเทศไทย

18:40-24:00

ความเหลื่อมล้ำ วิกฤตสังคม และการเมืองเรื่องการปฏิรูป

watch

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นแบบ K-shaped ที่คนส่วนบนเติบโตแต่คนส่วนใหญ่ถดถอย คุณบรรยงเตือนว่าวิกฤตเศรษฐกิจเฉียบพลันอาจไม่เกิดขึ้น แต่วิกฤตความเหลื่อมล้ำจะนำไปสู่วิกฤตทางสังคมก่อน แล้วจึงสะท้อนกลับมาพังระบบเศรษฐกิจ ชนชั้นกลางได้รับผลกระทบหนักจากทั้งปัญหาโครงสร้างและเทคโนโลยี AI ขณะที่การปฏิรูปเกิดขึ้นได้ยากเพราะผู้กุมอำนาจอยู่ในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากระบบเดิมและพยายามหวงแหนโครงสร้างเดิมเอาไว้ การแก้รัฐธรรมนูญจึงถูกสกัดกั้นทั้งที่มีประชามติต้องการการเปลี่ยนแปลง

  • วิกฤตความเหลื่อมล้ำมีความอันตรายยิ่งกว่าวิกฤตเศรษฐกิจ เพราะมันสามารถจุดชนวนให้เกิดวิกฤตสังคมที่รุนแรงได้
  • ตลาดไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้เอง รัฐจึงต้องเข้าแทรกแซงเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาส
  • อุปสรรคสำคัญของการปฏิรูปคือกลุ่มชนชั้นนำที่ได้เปรียบภายใต้ระบบที่บิดเบี้ยวปฏิเสธที่จะสูญเสียอำนาจ

เชื่อมโยงมิติเศรษฐศาสตร์เข้ากับมิติสังคมและการเมือง ชี้ให้เห็นความเสี่ยงเชิงระบบของไทย

24:00-30:40

การปฏิรูปรัฐ: ลดขนาด บทบาท อำนาจ และปัญหาองค์กรอิสระ

watch

คุณบรรยงในฐานะผู้นิยมแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) ชี้ว่ารัฐควรทำหน้าที่เฉพาะเมื่อกลไกตลาดล้มเหลว โดยต้องปฏิรูป 'ลดรัฐ' 3 ด้าน ได้แก่ ขนาด บทบาท และอำนาจ ปัจจุบันไทยมีข้าราชการกว่า 3.03 ล้านคน งบเงินเดือนสวัสดิการสูงถึง 9% ของ GDP มีรัฐวิสาหกิจ 52 แห่งคุมทรัพย์สิน 20 ล้านล้านบาท และมีกฎหมายแสนกว่าฉบับพร้อมใบอนุญาต 3,000 กว่าประเภท ซึ่งจำเป็นต้องทำ Regulatory Guillotine แบบเกาหลีใต้และเวียดนาม นอกจากนี้ ยังเท้าความว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ต้องการสร้างองค์กรอิสระมาคานอำนาจรัฐได้ถูกทำลายลงจากการเข้าครอบงำของฝ่ายการเมืองผ่านระบบวุฒิสภา

  • รัฐไทยมีขนาดเทอะทะและใช้งบประมาณไปกับการดำเนินการ (เงินเดือน/สวัสดิการข้าราชการ) สูงถึง 75% ซึ่งกระจายสู่ประชาชนทั่วไปได้น้อย
  • รัฐวิสาหกิจ 52 แห่งมีค่าใช้จ่ายรวม 6 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งสูงกว่างบประมาณแผ่นดินเกือบสองเท่าและเป็นแหล่งคอร์รัปชันขนาดใหญ่
  • การปฏิรูปกฎหมาย (Regulatory Guillotine) เป็นภารกิจเร่งด่วนเพื่อปลดปล่อยทรัพยากรให้ตลาดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ให้ข้อมูลเชิงลึกเรื่องโครงสร้างงบประมาณ ภาระค่าใช้จ่ายข้าราชการ และตัวเลขรัฐวิสาหกิจที่ไม่ค่อยถูกเปิดเผยชัดเจน

30:40-36:00

เปิดเสรีการแข่งขัน ทางรอด SME และปัญหาหนี้สถาบันการเงิน

watch

การกระตุ้น New S-Curve ต้องเริ่มจากการเปิดเสรีและเชื่อมโยงกับโลก โดยคุณบรรยงวิจารณ์กฎหมายที่บังคับให้คนไทยถือหุ้นใหญ่ว่าเป็นความรักชาติจอมปลอมที่ปกป้องนายทุนและผลักภาระต้นทุนให้ผู้บริโภค สำหรับข้อเรียกร้องให้อุ้มชู SME คุณบรรยงอ้างแนวคิดของ ดร.อัมมาร สยามวาลา ว่า SME มีข้อจำกัดเรื่องขนาดทำให้เพิ่มผลิตภาพยาก รัฐจึงควรสนับสนุนการควบรวมกิจการ (M&A) และแก้กฎหมายภาษีที่เป็นอุปสรรคต่อการรวมตัว ส่วนกรณีที่ธนาคารไม่ปล่อยกู้แก่ SME เนื่องจากกระบวนการบังคับคดีและยึดทรัพย์ขายทอดตลาดในไทยใช้เวลายาวนานถึง 12-13 ปี ทำให้ความเสี่ยงด้านเครดิตสูงเกินไป

  • กฎหมายจำกัดสัดส่วนหุ้นต่างชาติทำให้อุตสาหกรรมไทยขาดประสิทธิภาพและกีดกันผู้เชี่ยวชาญระดับโลก
  • ทางรอดที่แท้จริงของ SME คือการควบรวมกิจการเพื่อสร้างขนาด ไม่ใช่การพึ่งพาการอุ้มชูจากรัฐเพียงอย่างเดียว
  • กระบวนการยุติธรรมทางแพ่งและการบังคับคดีที่ล่าช้าถึง 13 ปีเป็นสาเหตุหลักที่สถาบันการเงินชะลอการปล่อยสินเชื่อแก่ธุรกิจขนาดเล็ก

มีมุมมองตรงไปตรงมาเรื่องนโยบาย SME และข้อเท็จจริงเบื้องหลังการปล่อยสินเชื่อของระบบธนาคาร

36:00-41:20

โครงสร้าง 3 ธุรกิจไทย และการผ่าตัดระบบการศึกษา

watch

คุณบรรยงจัดกลุ่มธุรกิจไทยเป็น 3 ประเภท: ค้ากับโลก, ค้ากับเรา, และค้ากับรัฐ โดยพบว่าธุรกิจค้ากับรัฐและรับสัมปทานมีสัดส่วนสูงถึง 30-40% ในตลาดหลักทรัพย์ไทยและทำกำไรสูงสุดโดยไม่ต้องใช้ผลิตภาพ ส่งผลให้ทรัพยากรของชาติบิดเบือน จากนั้นสนทนาเรื่องการศึกษาไทยที่อ่อนแอเพราะการรวมศูนย์ที่กระทรวงฯ และการอุดหนุนแบบผูกขาด เสนอทางแก้ 3 ประการ คือ กระจายอำนาจการบริหารโรงเรียนให้ท้องถิ่น, เปลี่ยนจากการอุดหนุนสถาบันมาเป็นคูปองอุดหนุนผู้เรียน, และเปลี่ยนเป้าหมายการสอบจากระดับชาติไปสู่มาตรฐานสากล เช่น SAT หรือ IB

  • โครงสร้างตลาดทุนไทยเอื้อให้ธุรกิจค้ากับรัฐทำกำไรสูงสุด บั่นทอนแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรมเพื่อแข่งขันในระดับสากล
  • การปฏิรูปการศึกษาต้องมุ่งเน้นการแข่งขันของสถานศึกษาและการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • การเปลี่ยนข้อสอบเป้าหมายไปสู่มาตรฐานระดับโลกจะบังคับให้หลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนเปลี่ยนตามโดยอัตโนมัติ

วิเคราะห์โครงสร้างความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจไทยและเสนอแนวทางปฏิรูปการศึกษาเชิงโครงสร้างที่เป็นรูปธรรม

41:20-48:00

AI โอกาสการเรียนรู้ และนิยามของวินัยชีวิต

skim

คุณบรรยงมองว่า AI จะท้าทายระบบทุนนิยมอย่างหนักเพราะคำถามเรื่องความเป็นเจ้าของผลผลิตที่สร้างขึ้นจากหุ่นยนต์ สำหรับการศึกษาสามารถนำแนวคิดของ Edward de Bono มาประยุกต์ใช้ โดยใช้ครูที่เก่งที่สุดถ่ายทอดความรู้ผ่านระบบออนไลน์ไปทั่วประเทศ และเปลี่ยนครูในโรงเรียนเป็นพี่เลี้ยงคอยแนะนำวิธีการเรียนรู้ (Learning Assistant) นอกจากนี้ ได้สนทนาถึงเรื่อง 'วินัย' โดยเน้นว่าวินัยที่ดีไม่ใช่การทำตามคำสั่งแบบทหาร แต่คือการมีเป้าหมายและกรอบที่ชัดเจนพร้อมความยืดหยุ่น โดยยกตัวอย่างตนเองที่ป่วยเป็นโรค Stroke จนเดินและพูดไม่ได้ แต่ฝึกฝนร่างกายใหม่ทุกวันด้วยวินัยจนสามารถกลับมาพูดและทำงานได้

  • AI จะเปลี่ยนนิยามความเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและท้าทายระบบทุนนิยมแบบดั้งเดิม
  • เทคโนโลยีการศึกษาสามารถขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำของโรงเรียนในชนบทได้หากนำมาใช้อย่างถูกวิธี
  • วินัยที่แท้จริงคือการมีกรอบเป้าหมายที่ชัดเจนและปรับตัวได้ ไม่ใช่การปฏิบัติตามคำสั่งอย่างไร้ความคิด

ผสมผสานเรื่องผลกระทบของเทคโนโลยีเข้ากับประสบการณ์การฟื้นฟูสุขภาพส่วนบุคคล

48:00-52:00

หนังสือ 'หางกระดิกหมา' และบทสรุปการไม่ยอมแพ้

watch

คุณบรรยงเล่าถึงที่มาของหนังสือ 'หางกระดิกหมา' ซึ่งรวบรวมบทความต้านคอร์รัปชัน 87 บทจากการศึกษาโมเดลทั่วโลก ผลงานวิจัยนี้นำไปสู่การปฏิบัติจริงในภาครัฐ 3 โครงการ เช่น ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact), โครงการ CoST ในงานก่อสร้างรัฐ ซึ่งประหยัดงบได้หลายหมื่นล้านบาท และการออกกฎควบคุมงบประชาสัมพันธ์ของรัฐปีละ 8,000 ล้านบาทที่เดิมใช้โปรโมตนักการเมือง ในช่วงท้าย คุณต๋อยสรุปเปรียบเทียบว่า แม้ประชาชนจะเป็นเพียงหางเล็กๆ เมื่อเทียบกับหมาทั้งตัว แต่หากไม่หยุดกระดิกและไม่ยอมแพ้ ก็สามารถสร้างแรงกระเพื่อมเปลี่ยนแปลงประเทศได้

  • การรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชันด้วยข้อมูลเชิงวิชาการสามารถผลักดันให้เกิดกฎเกณฑ์และโครงการที่ประหยัดงบรัฐได้จริงหลายหมื่นล้านบาท
  • ภาคประชาสังคมและประชาชนเปรียบเสมือน 'หาง' ที่แม้จะเล็กแต่ต้องไม่หยุดเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภาพใหญ่
  • การมีทัศนคติที่ไม่ยอมแพ้ อดทน รับทราบข้อมูล และลงมือปฏิบัติ คือหัวใจสำคัญของการอยู่รอดในยุคเปลี่ยนผ่าน

สรุปตัวอย่างความสำเร็จจริงในการปฏิรูประบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พร้อมข้อคิดส่งท้ายที่ทรงพลัง

Key points

  • กับดักผลิตภาพต่ำและรายได้ปานกลาง — รายได้ต่อหัวของคนไทยอยู่ที่ราว 8,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่เกณฑ์ประเทศพัฒนาแล้วอยู่ที่ 12,500 ดอลลาร์สหรัฐ ด้วยอัตราการเติบโตระดับ 3% ต่อปี ไทยต้องใช้เวลาอีกกว่า 25 ปีจึงจะก้าวพ้น โดยมีสาเหตุหลักจากผลิตภาพรวม (Productivity) ที่แทบไม่เติบโตเลยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา
  • วิกฤตความเสื่อมถอยของปัจจัยเชิงสถาบัน 5 ด้าน — ดัชนีชี้วัดคุณภาพสถาบันของไทย 5 ด้าน ได้แก่ ประชาธิปไตย เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ความโปร่งใส คุณภาพการศึกษา และหลักนิติธรรม ล้วนอยู่นอกกลุ่ม Top 50 ของโลก และถดถอยลงเกือบทั้งหมดตลอด 10-13 ปีที่ผ่านมา ยกเว้นเพียงดัชนีด้านสิ่งแวดล้อม
  • การลดขนาด บทบาท และอำนาจของรัฐ (Deregulation) — ภาครัฐไทยมีขนาดใหญ่เกินความจำเป็นด้วยข้าราชการกว่า 3.03 ล้านคน งบเงินเดือนและสวัสดิการข้าราชการสูงถึง 9% ของ GDP รัฐวิสาหกิจ 52 แห่งคุมทรัพย์สิน 20 ล้านล้านบาท และมีกฎหมายบังคับใช้ร่วมแสนฉบับพร้อมใบอนุญาตกว่า 3,000 ชนิด จึงจำเป็นต้องทำ Regulatory Guillotine เพื่อตัดทอนสิ่งกีดขวางตลาด
  • ความบิดเบี้ยวของโครงสร้างธุรกิจไทย: ค้ากับรัฐ vs ค้ากับโลก — ในตลาดทุนของประเทศพัฒนาแล้ว สัดส่วนบริษัทที่ทำธุรกิจแข่งขันกับโลก (Tradable) สูงถึง 70% ขณะที่ในไทย บริษัทค้ากับรัฐหรือรับสัมปทานและผูกขาดมีสัดส่วนสูงถึง 30-40% ซึ่งสร้างผลกำไรสูงสุดโดยไม่ต้องพึ่งพาผลิตภาพ แต่ใช้เพียงเส้นสายและสายสัมพันธ์
  • การปฏิรูปการศึกษาแบบกระจายอำนาจและเปลี่ยนตัวชี้วัด — ระบบการศึกษาไทยล้มเหลวเพราะรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง และอุดหนุนแบบผูกขาดที่โรงเรียนรัฐ ทางแก้คือการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น เปลี่ยนจากการอุดหนุนสถาบันมาเป็นการอุดหนุนตรงที่ตัวผู้เรียน และเปลี่ยนเป้าหมายการประเมินจากข้อสอบในประเทศไปสู่มาตรฐานสากล เช่น SAT หรือ IB
“วิกฤตเศรษฐกิจจะไม่มีหรอกครับแต่มันจะเกิดความเหลื่อมล้ำและความเหลืมล้ำเนี่ยมันจะนำไปสู่วิกฤตสังคม” — คุณบรรยง พงษ์พานิช
“ถ้าโตในระดับนี้ 25 ปีกว่าเราจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว” — คุณบรรยง พงษ์พานิช

AI-generated from the transcript. May contain errors.

0:00

GDP ของประเทศไทยเราเนี่ยมันจะได้สัก

0:02

เท่าไหร่ครับ

0:03

>> ถ้าโตในระดับนี้ 25 ปีกว่าเราจะเป็น

0:06

ประเทศพัฒนาแล้ว

0:09

>> ธุรกิจแบบไหนถึงจะรอด่ะครับตอนนี้

0:11

>> คุณต๋อยว่าธุรกิจไหนกำไร[เพลง]มากสุด

0:15

>> ความมั่นคงของชีวิตจริงๆแล้วนี่คำพูดท่าน

0:18

น่ะครับต้องมีวินัยมันคือ

0:20

>> ความมั่นคงของชีวิตก็คือสิ่งที่เรามีครับ

0:25

>> วิกฤตเศรษฐกิจจะไม่มีหรอกครับแต่มันจะ

0:28

เกิดความเหลื่อมล้ำและความเหลืมล้ำเนี่ย

0:32

มันจะนำไปสู่วิกฤตสังคม

0:36

[เพลง]

0:42

[เพลง]

0:53

สวัสดีครับท่านผู้ชมครับพบกันอีกครั้ง

0:54

แล้วกับ Kitchen ต๋อยรายการซึ่งจัดทำขึ้น

0:57

มาเพื่อให้เราร่วมกันใช้ความคิดผมคิดว่า

1:00

ความคิดมันเป็นสิ่งสำคัญเสมอนะเสมอตั้ง

1:02

แต่ทำงานมาจนถึงบัดนี้ก็คิดว่าความคิด

1:05

สำคัญแต่ว่าบางทีการคิดที่ถูกต้องและการ

1:07

มีข้อมูลที่ถูกต้องนั้นสำคัญยิ่งกว่า

1:10

สำคัญยิ่งกว่าคิดไปเรื่อยๆคิดไปเฉยๆการมี

1:13

ข้อมูลการมี foundation มีรากฐานของความ

1:15

คิดจึงเป็นเรื่องสำคัญมากแต่กว่าจะมีตรง

1:18

นั้นได้เราต้องทำตัวไงทำชีวิตยังไงให้มัน

1:20

เป็นอย่างนั้นได้แล้วเมื่อมาถึงสถานการณ์

1:22

ที่มันเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้คงไม่ต้องพูด

1:24

ทุกๆคนคงคิดเหมือนกันหมดสถานการณ์ใน

1:26

ปัจจุบันนี้เศรษฐกิจและสังคมมันค่อนข้าง

1:28

จะวุ่นวายสับสนและยุ่งยากมากๆในการจะ

1:31

ดำเนินชีวิตไม่ว่าจะเป็นช่วงอายุใดก็ตาม

1:35

คุณจะเป็นคนอายุ 70 80

1:39

40 ไล่มาจนถึง 20 มันลำบากด้วยกันทั้ง

1:42

นั้นเพราะฉะนั้นวิธีคิดตรงนี้หรือวิธีการ

1:45

เตรียมตัววิธีการทำใจต้องทำอย่างไรวันนี้

1:47

ผมโชคดีจริงๆได้บุคคลซึ่งตัวผมเองโดยส่วน

1:50

ตัวเคารพนับถือเป็นส่วนตัวอยู่แล้วและโดย

1:52

ส่วนตัวผมคิดว่าท่านเป็นคนที่ขีดมากๆเป็น

1:55

คนที่ปิ๊งมากๆสำหรับผมได้มาร่วมรายการกับ

1:59

ผมในวันนี้ถ้าเอ่ยชื่อท่านขึ้นมาผมคิดว่า

2:02

คนทั้งประเทศ

2:05

ที่เป็นลักษณะแบบนี้ต้องรู้จักท่านเพราะ

2:08

ว่าท่านพูดเรื่องราวเกี่ยวกับการเงินพูด

2:10

เรื่องราวเกี่ยวกับสังคมพูดเรื่องราว

2:12

เกี่ยวกับการใช้ชีวิตพูดเรื่องราวเกี่ยว

2:14

กับการใช้ความคิดมาโดยตลอดวันนี้ท่านมา

2:17

นั่งอยู่ที่นี่แล้วปัจจุบันท่านเป็น

2:19

ประธานกรรมการบริหารธนาคารเกียรตินาคิน

2:24

และแน่นอนครับเป็นโชคดีของรายการเราจริงๆ

2:27

คุณบรรยงพงษ์พาณิชย์ครับสวัสดีครับท่าน

2:30

>> สวัสดีครับคุณตอย

2:31

>> เป็นเกียรติอย่างยิ่ง

2:33

>> ที่กรุณาเชิญผมมาออกรายการผมรับไม่ไหว

2:38

จริงๆฮะคำนี้ผมรับไม่ผมถือว่าท่านเป็น

2:40

เกียรติของผมอย่างมหาศาลและอย่างสูงจริงๆ

2:43

[เสียงสูดหายใจ]ผมได้ยินท่านพูดในหลายๆ

2:45

ที่หลายๆสิ่งหลายๆอย่างแล้วก็มีความรู้

2:47

สึกว่าวันนี้คำถามที่ผมถามท่านเนี่ยมันก็

2:49

เป็นคำถามที่ผมกลั่นมาจากใจเหมือนกันที่

2:51

อยากจะถามทีมงานเทำถามให้ผมนะครับแต่ว่า

2:54

ผมมีความรู้สึกว่าสิ่งที่เทำให้ผมกับสิ่ง

2:56

ที่ผมทำมันก็มีบางส่วนที่คล้ายๆกันแต่ขอ

2:59

อนุญาตเอามารวมกันแล้วถามท่าน

3:01

>> นะครับว่าเป็นยังไงบ้างก่อนอื่นเลยจริงๆ

3:03

ตัวท่านเนี่ยเท่าที่ทราบมาเป็นคนใต้เป็น

3:05

คนจังหวัดอะไรครับท่าน

3:06

>> ผมเป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช

3:09

จริงๆคุณพ่อนี่เป็นชาวยะลาแต่คุณแม่เป็น

3:12

ชาวนครพอแต่งงานกันคุณพ่อก็มาทำงานกับคุณ

3:18

ตาที่นครศรีธรรมราชก็เลยได้ชื่อว่าเป็น

3:21

ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นคนค่อน

3:24

>> คนค้อนเป็นคนท่านพูดใต้ได้มั้ครับ

3:26

>> ได้ครับ

3:27

>> โอ้โคตรเยี่ยมมากครับ

3:28

>> อยู่บ้านก็ยังพูดใต้กันตลอดเวลา

3:29

>> เหรอครับแหผมนี่ทองแดงชัดๆเลยครับผมนี่

3:32

ได้แล้วทองแดงอย่างเดียวไม่พอออกไปทางมอญ

3:34

ด้วยครับเมื่อไหร่ก็ตามที่ตั้งใจจะพูดแต่

3:36

ถ้าสักพักนึงได้นะท่าน

3:38

>> ได้ครับไม่ต้องกลัวครับทองแดงนี่เป็น

3:40

เอกลักษณ์

3:41

>> ครับ

3:41

>> น้องเนเน่ยังทองแดง

3:43

>> เออ[เสียงหัวเราะ]ใช่ๆครับจริงๆท่านเรียน

3:46

จบเศรษฐศาสตร์ที่จุฬา

3:48

>> ครับผมเรียนจบเศรษฐศาสตร์ที่จุฬาแต่ว่า

3:53

ต้องขอออกตัวหน่อยว่าผมจบสมัยเด็กเี่ไม่

3:57

ตั้งใจเรียนหนังสือ

3:59

>> เพราะไปหลงผิด

4:00

>> เชื่อว่าวิชาการในประเทศไทยมันไม่ใช้

4:03

>> ครับ

4:03

>> ก็เลยจบแค่เกรด 2.03 03

4:06

>> ครับ

4:07

>> จบที่โล่ของรุ่นนะฮะ

4:09

>> แล้วได้ข่าวว่าเรียนนานด้วยใช่มั้ยครับ

4:11

>> เรียน 5 ปี

4:12

>> เรียนทนด้วยนะฮะคนอื่นเค้าเรียน 4 ท่าน

4:14

เรียน 5 นะครับ

4:15

>> ถามจริงๆท่านในตอนนั้นน่ะไอ้ความรู้สึก

4:17

แบบนั้นเพราะจริงๆทราบมาว่าท่านน่ะคิดว่า

4:20

นักกีฬาน่ะคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตตอน

4:22

นั้นนะครับแล้วพอท่านมาใช้ชีวิตอย่างเงี้

4:24

คำว่าหลงผิดที่ท่านพูดไปตอนนั้นมีอนาคต

4:27

มั้ครับท่าน

4:28

>> คืออย่างงี้ครับผมนี่โชคดีหลายอย่าง 1

4:31

คือพอเรียนจบด้วยเกรดอย่างงั้นหางานทำไม่

4:34

ได้อยู่ 8 เดือน

4:36

>> ครับ

4:36

>> และบังเอิญที่บริษัทพัทรเนี่ยเค้าต้องการ

4:41

คนตัวใหญ่ๆมาแย่งเคาะกระดานหุ้นสมัยก่อน

4:44

>> ครับ

4:45

>> เก็เลยรับผมมาแล้วพอผมเข้าไปบังเอิญที่

4:48

นั่นเนี่ยเป็นเค้าใช้ความรู้เป็นหลักผมก็

4:52

เลยต้องเรียนใหม่ทุกอย่างแล้วก็โชคดีอีก

4:56

ว่ามีอาจารย์ดีๆหลายคนคือรุ่นพี่ที่อยู่

5:00

ที่นั่นแล้วเค้าเก่งวิชาการแล้วอย่างวิชา

5:04

เศษเศรษฐศาสตร์ผมเรียนใหม่หมดเลยใครเป็น

5:07

อาจารย์เศรษฐศาสตร์ตัวจริงผมรู้มั้ครับ

5:09

คุณ

5:10

>> ครับ

5:10

>> ดร.ศุภวุฒิสายเชื้ออาจารย์เปี่มเนี่ยเา

5:14

สอนเศรษศาสตร์ผมใหม่หมดเลย

5:16

>> ดร.สุวุฒิเด็กกว่าท่านนะครับ

5:18

>> เด็กกว่าผม 2 ปี

5:19

>> เหรอครับแล้วท่านไปรู้จักดร.สุภวุฒิได้

5:21

ตอนไหนตอนที่อยู่ที่นี่เหรอครับที่พัทระ

5:23

เหรอครับ

5:24

>> ใช่ครับคือดร.สมมุตินี่อยู่กระทรวงต่าง

5:26

ประเทศ

5:27

>> อ๋อ

5:27

>> แล้วเราเนี่ยพยายามไปโน้มน้าวชักชวนให้มา

5:30

อยู่ที่พัทรผมเนี่ยครับใช้เวลา 3 ช่โมง

5:34

พยายามโน้มน้าให้ดร.ศุภวุฒิเนี่ยมาทำงาน

5:37

กับเรา

5:38

>> ครับ

5:38

>> แล้วท่านก็เห็นด้วยก็เลยมาทำงานตั้งแต่ปี

5:42

94

5:43

>> ฮะ

5:43

>> ปัจจุบันก็น่าจะ

5:45

>> เกือบ 30 ปีแล้ว

5:46

>> ครับคิดดูว่าเก่งจริงๆนะครับคนนี้

5:49

>> ครับ

5:50

>> คนนี้เก่งจริงคีนจริงๆพูดจาอะไรออกมาแต่

5:52

ละคำนี่สะดุ้งสะเทือนทั้งประเทศนะครับ

5:55

ท่านครับท่าน[เสียงสูดหายใจ]เรียนที่นี่

5:57

แล้วจบจากจุฬามาเสร็จแต่ว่าท่านทำงานที่

5:59

เดียวทั้งชีวิตคือที่นี่เลย

6:00

>> ครับ 49 ปีแล้วครับ

6:02

>> 49 ปีมันมันเป็นอะไรที่มันแปลกมากในโลก

6:05

ยุคพวกนี้ที่คนนึงจะทำงานที่เดียวทั้ง

6:07

ประเทศและเริ่มต้นจากเสมียนใช่มั้เรียก

6:09

ว่าเสมียนได้มั้ฮะ

6:10

>> เงินเดือน 2450 ฮะ

6:13

>> จากตอนนั้น

6:13

>> ก็ระดับที่เรียกว่าเสมียนเป็นเคิก

6:16

>> ระดับต่ำสุดที่เค้าให้กับคนจบปริญญาตรี

6:19

>> ครับทำงานมา 49 ปีกี่ปีครับท่านถึงได้

6:23

ขึ้นเป็น CEO

6:24

>> ใช้เวลาจากเริ่มทำงานเป็น CEO เนี่ยเริ่ม

6:28

งานเดี๋ยวนะครับขอไล่หน่อย 197 8 1977

6:34

เป็น CEO ใน 997

6:36

ก็ 20 ปี

6:37

>> 20 ปียุคนี้ยังมีอย่างนี้ได้อีกมั้ฮะ

6:40

>> คือมันก็แล้วแต่โทษผมเล่าให้ฟังว่าผมนี่

6:43

โชคดีเพราะว่าผมเริ่มทำงานตอนที่เศรษฐกิจ

6:47

ประเทศเติบโต 8-9% ต่อปีและแถมตลาดการ

6:52

เงินนี่โต 3 เท่าของเศรษฐกิจเพราะฉะนั้น

6:56

ผมก็อันนี้ไม่ใช่วิสัยทัดนะเป็นเรื่องของ

6:58

โชคล้วนๆ

7:00

>> ผมก็เลยสามารถเติบโตสร้างเนื้อสร้างตัวมา

7:02

ได้

7:03

>> ครับเพราะว่าโลกมันเป็นอย่างงั้นอยู่

7:05

>> เพราะประเทศเป็นงั้น

7:08

>> โลกก็เติบโตดีประเทศยิ่งเติบโตดีใหญ่ 2

7:11

เท่าของโลก

7:11

>> 2 เท่าในสมัยนั้น

7:13

>> และตลาดการเงินที่ผมทำงานอยู่โต 3 เท่า

7:16

ของเศรษฐกิจ

7:22

>> ตอนนี้มาในสมัยนี้บ้างขออนุญาตท่านนะครับ

7:25

มาก้าวมาถึงสมัยนี้เลยความเชื่อมโยง

7:27

ระหว่างเศรษฐกิจไทยกับเศรษฐกิจโลกมันไป

7:30

ด้วยกันได้ดีมั้ยครับท่าน

7:32

>> คือตอนนี้เนี่ยเราต้องเชื่อมโยงกับ

7:35

เศรษฐกิจโลกหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะว่าส่ง

7:39

ออกแต่นำเข้ารวมกันเนี่ยรวมกันเนี่ย 100

7:42

กว่าเปอร์เซ็นของ GDP

7:44

>> อื

7:44

>> 120 130% ของ GDP เพราะงั้นเราหลีก

7:48

เลี่ยงที่จะเชื่อมโยงกับโลกไม่ได้และโลก

7:52

ตั้งแต่ยุคโลกาภิวัฒนิโลกมันเชื่อมโยงกัน

7:55

มากขึ้นมากขึ้น

7:57

>> ทั้งการลงทุนการ

7:59

>> มันก็เลยต้องพึ่งพากันมากขึ้นเราหนีไม่

8:02

ออกหรอกครับ

8:02

>> อันนี้ต้องตั้งไว้ในใจก่อนมันหนีไม่ออก

8:04

>> หนีไม่ออกและโชคร้ายก็คือเราดันมีกระแส

8:10

ปัจจุบันที่เค้าเรียกว่า Globalization

8:13

คือกระแสต่อต้านโลกาภิวัฒน์ในประเทศพัฒนา

8:16

แล้วมันก็เลยทำให้เกิดสงครามการค้าลุกราม

8:20

ไปเป็นสงครามเย็นซึ่งเราก็หนีไม่ออกและ

8:23

เราก็มีอำนาจประเทศเรามีอำนาจที่จะไป

8:26

เปลี่ยนแปลงได้น้อยมากเพราะเราเป็นส่วน

8:29

เล็กมากเที่ยวกับเศรษฐกิจโลกเราไม่ถึง 1%

8:32

นะครับ

8:33

>> เพราะฉะนั้นหนีไม่พ้นแล้วยังแย่ด้วยซ้ำ

8:37

>> เพราะว่าต้องขออนุญาตขอไล่วิชาการนิดนึง

8:41

>> ได้ครับ

8:42

>> ตั้งแต่เกิดโลกาภิวัฒน์เนี่ยคนในประเทศ

8:47

กำลังพัฒนาได้ประโยชน์จากโลกาภิวัฒน์เยอะ

8:50

มากมันเลยทำให้คนในประเทศพัฒนาแล้วเนี่ย

8:54

เกิดกระแสต้านโลกาภิวัตขึ้นมามันก็เลยทำ

8:58

ให้เกิดเหตุการณ์ที่เราเห็นว่าฝ่าย

9:01

Conservative กลับมาชนะเลือกตั้งใน

9:03

ประเทศพัฒนาแล้วทำให้เกิดเบกซิตทำให้ไอ้

9:08

ฝรั่งผมเป๋คนนั้นชนะเลือกตั้งแล้วเค้าก็

9:11

เป็นคนต่อต้านโลกาภิวัฒน์ก็เลยทำให้เกิด

9:15

ความมั่นปั่นป่วนอยู่ในโลก

9:17

>> ครับและที่ปั่นป่วนจริงๆในตอนนี้ที่เรา

9:19

เจออยู่นะหมายถึงประเทศของเราท่านครับ

9:21

พลังงานก็แพงปัญหาการเงินก็มหาศาลปัญหา

9:24

สังคมก็ยิ่งไปกันใหญ่ GDP เรามันจะเป็น

9:27

ยังไงต่อไปครับท่าน

9:30

>> ผมถ้าใช้คำแบบชาวบ้านก็บอกเป็นอย่างนี้

9:33

แหละก็คือมันไม่มีทางที่จะพลิกฟื้นอย่าง

9:37

รวดเร็วไม่มีควิกวินเพราะฉะนั้นมันก็ต้อง

9:42

อดทนที่จะต้องเปลี่ยนโครงสร้างหลักๆเชิง

9:46

สถาบันในประเทศในระยะสั้นเนี่ยศักยภาพของ

9:50

เราโตได้อย่างเก่งก็ 4% ต่อปี

9:53

>> ครับ

9:53

>> ซึ่งเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆที่เขา

9:56

โต 7-8% เราก็ต่ำเตี้ยกว่าแต่มันก็เป็น

10:00

เรื่องของปัญหาโครงสร้างเชิงสถาบันผมนี่

10:04

เชื่อทฤษฎีนี้มาก

10:06

>> ครับท่านครับในขณะที่สงครามไม่รู้จบกำลัง

10:10

เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้สงครามซึ่งพูดทุกวัน

10:13

เดี๋จะจบเดี๋ยวจะจบแล้วไอ้คำว่าเดี๋จะจบ

10:16

มันมาถึงถึงตรงนี้ก็ 7 เดือนเข้าไปแล้วนะ

10:18

ฮะมันก็ยังไม่รู้จักจะจบสักทีถามท่านตรงๆ

10:21

ในความรู้สึกของท่านนะฮะ GDP ของประเทศ

10:23

ไทยเราเนี่ยมันจะได้สักเท่าไหร่ครับ

10:26

>> ในระยะท่านอย่างเก่งก็ได้ 3% ต่อปีโตนะ

10:30

>> ฮะ

10:31

>> โต 3% ต่อปีแต่วันนี้เนี่ยผมไล่ให้ฟังวัน

10:35

นี้เรามีรายได้ต่อคนต่อปีเฉลี่ย 8,000

10:40

เหรียญต่อปีถ้าโตในระดับนี้อีกต้องใช้

10:46

เวลาประมาณ 25 ปีกว่าเราจะเป็นประเทศ

10:49

พัฒนาแล้ว

10:50

>> นั่นหมายความว่าเค้าไม่เคลื่อนที่เลยนะ

10:52

ครับท่าน

10:53

>> ใช่ครับซึ่ง

10:54

>> ซึ่งซึเมื่อถ้า 25 ปีเค้าไม่รู้เคลื่อนไป

10:57

ไหนแล้ว

10:58

>> ในทางมาตวัรายได้ได้ต่อคนต่อปีต้อง 12,500

11:02

>> ครับ

11:03

>> เหรียญต่อปีถึงจะเรียกว่าเป็นประเทศพัฒนา

11:05

แล้วอย่างตอนนี้ในเอเชียก็มี 2 ประเทศที่

11:09

เพิ่งจะถึงก็คือมาเลเชียครับ

11:12

>> กับจีน

11:13

>> ครับ

11:13

>> เรานี่มาเลเซียเป็นเสือตัวที่ 5 จีนเป็น

11:17

เสือตัวที่ 6 ไปแล้วเราจะได้เป็นตัวที่ 7

11:21

หรือเปล่าถ้าไประดับนี้น่ากลัวจะถูกแซง

11:25

>> ครับเมื่อมันเป็นอย่างนั้นจริงๆนะคนใน

11:28

ประเทศอย่างคนที่เป็นนักธุรกิจหรือคนที่

11:30

ทำงานอยู่ทั่วๆไปอย่างผมเนี่ยนะครับเมื่อ

11:31

GDP GDP เป็นอย่างที่ท่านพูดว่าประมาณ

11:34

3% เนี่ยนะฮะที่มันไม่เกินแล้วมันจะค่อย

11:36

ๆไล่ไปเนี่ยเราต้องเรียนรู้อะไรครับท่าน

11:38

เราต้องปรับตัวยังไงครับ

11:40

>> คือจริงๆ bottom line จริงๆที่ทำให้เรา

11:44

โตช้าก็คือคำว่าผลิตภาพหรือภาษาอังกฤษ

11:48

เรียกว่า productivity

11:50

ผลิตภาพต่อปัจจัยการผลิตของประเทศไทย

11:53

เนี่ยมีการเติบโตที่น้อยมาก

11:56

>> ครับ

11:56

>> แทบเรียกได้ว่าแทบจะไม่เติบโตเลยมาร่วม 20

12:00

ปีซึ่งอันเนี้ยครับทำยังไงถึงจะปลดปล่อย

12:04

ศักยภาพมันก็ต้องเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน

12:08

หลายอย่าง

12:09

>> ครับทีนี้คำว่า Productivity ที่ท่านพูด

12:11

ถึงตรงนี้มันต้องอาศัยทั้งเงินอาศัยทั้ง

12:13

ผลผลิตแบบใหม่ๆและความคิดใหม่ๆที่มันเกิด

12:16

ขึ้นมันมีทีท่าจะมีอย่างนั้นบ้างมั้ครับ

12:19

>> ผมผมขออนุญาต

12:21

ลงรายละเอียดนิดนึงคำว่า productivity

12:24

แปลว่าอะไรแปลว่าผลผลิตเมื่อเทียบกับ

12:28

วัตถุดิบที่ใส่เข้าไป

12:30

>> ครับ

12:31

>> มันต้องเพิ่มคือใส่วัตถุดิบเท่าเดิมผล

12:34

ผลิตมันต้องเพิ่มถึงจะเรียกว่า

12:36

productivity เพิ่มวัตถุดิบปัจจัยการ

12:39

ผลิตมีอยู่ 4 อย่างครับอันแรกเลยคือ

12:43

ทุนอันที่ 2 คือที่ดินอันที่ 3 คือแรงงาน

12:47

อันที่ 4 คือเทคโนโลยี

12:50

>> ครับ

12:50

>> ตัวที่สำคัญที่ใช้วัดก็คือผลิตภาพต่อแรง

12:53

งานที่เทียบกับทุนที่ใส่เทียบกับ

12:57

เทคโนโลยีซึ่งตัวที่จะเพิ่มผลผลิตได้มาก

13:00

ที่สุดและเร็วที่สุดคือคำว่าเทคโนโลยี

13:04

ซึ่งแน่นอนครับเราอต้องการเพิ่มภาคนี้เรา

13:08

ก็ต้องการการลงทุนจากต่างประเทศจริงๆใน

13:12

ระยะสั้นมันก็มีหนี้มิหมายที่ดูดีอย่าง

13:15

เช่นการลงทุนในเทคโนโลยี Data Center

13:18

อะไรต่างๆที่พูดกันมากครับ

13:20

>> อันนี้ก็เป็นความหวัง

13:21

>> แต่ผมกล้าบอกได้เลยว่าผลไม่เกิดอย่างรวด

13:25

เร็ว

13:26

>> มันต้องใช้เวลา

13:27

>> ครับทีนี้ดูจากที่ท่านพูดทั้งหมดแล้วแต่

13:29

โครงสร้างของประเทศนะฮโครงสร้างของสถาบัน

13:31

ของเราจริงๆที่ท่านเคยพูดถึงไว้จริงๆนะฮ

13:34

ท่านพูดถึงเรื่องของความเป็นประชาธิปไตย

13:36

การไม่มีคอร์รัปชั่นการเป็นระบบเสรีนิยม

13:39

ที่แท้จริงอย่างโปร่งใสเท่าเทียมกันระบบ

13:43

การศึกษาที่ต้องพัฒนาความคิดของมนุษย์ให้

13:46

ดีขึ้นแล้วก็ยังมีrู of law อีกด้วย 5

13:49

อย่างเครับท่านอยากให้ท่านอธิบายหน่อยว่า

13:51

มันเราอ่ะพวกเราธรรมดาอย่างมนุษย์เนี่ยทำ

13:54

ไงที่จะช่วยให้มัน

13:57

ไปได้และดีมันมีดัชนีที่ใช้ชี้วัดความ

14:01

สำเร็จอยู่อีก 3 ดัชนี

14:03

>> ดัชนีแรกก็คือ

14:05

>> รายได้ต่อคนต่อปีซึ่งเป็นตัวสำคัญที่สุด

14:09

ที่ใช้วัดความสำเร็จดัชนีที่ 2 คือการ

14:12

กระจายที่เขาเรียกว่าgนี่ coefficient

14:15

การกระจายนี่หมายความว่าการมั่งคั่งอย่าง

14:19

ทั่วถึงไม่ใช่กระจุก

14:20

>> ครับ

14:21

>> อันที่ 3 ก็คือเรื่อง Environmental

14:24

Performance Index ซึ่งอันนี้วัดความ

14:27

ยากยั่งยืน 3 3 อย่างนะอันที่ 1 มั่ง

14:30

คั่งอันที่ 2 ทั่วถึงอันที่ 3 ยั่งยืนอัน

14:34

นี้เป็นเป้าหมายนี้เวลาเราพูดถึงปัจจัย

14:38

เชิงสถาบันของแต่ละประเทศมันก็มีปัจจัย

14:41

อีก 5 อย่างที่เอามาใช้วัดคุณภาพสถาบัน

14:46

คือความเป็นประชาธิปไตยซึ่งใช้ Democracy

14:50

Index วัดอันที่ 2 ก็คือความเป็นทุนนิยม

14:54

แบบเสรีนิยมที่ใช้ Economic Freedom

14:58

Index อันนี้ของมหาลัยเย

15:01

>> อ

15:01

>> นะฮะใช้วัดระหว่างประเทศอันที่ 3 ก็คือ

15:05

คอร์ช

15:07

คือราชนีความโปร่งใสซึ่งอันนี้ใช้ขององค์

15:10

การโปร่งใสสากล Transparency

15:13

International อันที่ 4 ก็คือดัชนี

15:16

เรื่องคุณภาพการศึกษาซึ่งจะใช้จากพิซซ่า

15:20

ก็ได้หรือจะใช้ Education Index ก็ได้

15:24

อันสุดท้ายคือ Rule of Law

15:26

ซึ่งอันนั้นทั่วโลกมันก็ใช้ World

15:30

Justice Project WJP

15:33

เป็นตัววัดซึ่งที่ผมจะบอกก็คือดัชนี

15:37

สถาบัน 5 อันเนี่ยผมจะเรียนว่าผมจะพูด

15:42

เสมอว่าสำหรับประเทศไทยมันเรามี 2 ข่าว

15:45

ร้าย 2 ข่าวดีข่าวร้ายก็คือ 1 เราไม่ติด

15:51

ท็อป 50 ซักดัชนีเดียวไม่อยู่ใน 50

15:56

ประเทศแรกของโลกซักดัชนีเดียว

15:58

>> อันที่ 2 ก็คือ

16:00

>> ถ้าวัด 10 ปีย้อนหลัง 13 ปีย้อนหลังเราถด

16:05

ถอยเกือบทุกดัชนีมีดัชนีเดียวครับที่

16:08

ประเทศไทยดีขึ้นคือ environmental เราดี

16:12

ขึ้นนะครับซึ่งอันนี้ผมคิดว่าเป็นผลงาน

16:15

ของ NGO มากกว่าผลงานของรัฐ

16:17

>> ครับ

16:18

>> ส่วน

16:19

อีก 5 ดัชนี 5 อย่างที่เราถดถอยก็คือความ

16:24

เป็นประชาธิปไตยเราเคยอยู่อันดับ 70 ตอน

16:28

นี้อยู่อันดับ 130 หลังจากที่มีปฏิวัติไป

16:32

แล้วก็มีรัฐธรรมนูญที่ทุกคนก็รู้ว่ามัน

16:36

ไม่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเราส่วน

16:40

ดัชนีอย่างยกตัวอย่างดัชนี

16:44

คอร์รัปชั่น

16:45

>> ครับ

16:45

>> ตอน 15 ปีที่แล้วตอนที่ผมไปช่วยคุณดุสิต

16:49

ตั้งองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัเราอยู่อันดับ

16:51

ที่ 75 ตอนนี้ถนถอยมาอยู่อันดับที่ 116

16:56

นะฮะหรือดัชนีที่น่าเป็นหัวมากคือ Rule

16:59

of Law คือกระบวนการยุติธรรมเนี่ยเรา

17:03

จากอยู่อันดับ 50 ตอนนี้เป็นอันดับ 82

17:06

แล้วมันถดถอยทุกอันอันนั้นเป็นข่าวร้าย

17:10

ส่วนข่าวดี 2 ข่าวข่าวแรกก็คือถึงแม้ว่า

17:14

เราจะแพ้เกาหลีใต้ทุกดัชนีแต่กูชนะเกาหลี

17:19

เหนือทุกดัชนีเลย[เสียงหัวเราะ]

17:22

ชนะเกาหลีเหนือชนะคุณคิมชนะคุณวุฒขุนเซ้น

17:25

ชนะคุณมินอ๋องหลายบใกล้ๆเราอันนี้ไม่ใช่

17:28

ข่าวดีจริงหรอกครับคือมันมีคนแย่กว่าเรา

17:32

แต่ข่าวดีจริงก็คือมันแก้ได้

17:34

>> ครับ

17:35

>> แต่การแก้มันทำทันทีไม่ได้

17:38

>> ครับ

17:39

>> ทุกดัชนีที่ผมพูดถึงเนี่ยถ้าเราลงไปดูราย

17:42

ละเอียดเ้ามีวิธีวัดเราก็ไปปรับปรุง

17:45

ปัจจัยเชิงพวกนั้นอย่างเช่นrู of law ก็

17:49

จะมีมาตวัดอยู่ 8 มาต

17:50

>> ครับ

17:51

>> คอร์รัปชัก็ 6 มาตรการเราก็ไปปรับปรุงพวก

17:55

นั้นและข่าวดีอีกอันนึงคือมันมีเรื่องนึง

17:58

ที่เราเริ่มไปแล้ว

18:00

>> ครับ

18:00

>> ก็คือการพยายามเข้าเป็นสมาชิกขององค์การ

18:04

OECD ซึ่งอันนี้มาตรฐานเขาจะช่วยเรามัน

18:09

จะช่วยเรา 2 อย่างมาตรฐานเ้าจะบังคับให้

18:12

เราต้องพัฒนาปัจจัยเชิงสถาบัน

18:16

>> การที่ 2 [เสียงกระแอม]เค้ามี

18:17

>> ความช่วยเหลือเราให้เราเข้าสู่มาตรฐาน

18:21

>> ครับ

18:22

>> ผมไปดูจากที่ท่านพูดมาแล้วแล้วลองไปคำนวณ

18:25

นะฮะเพราะผมดูท่านมาในหลายๆครั้งที่ท่าน

18:27

พูดแล้วลองคำนวนท่านครับที่บอกว่าเราปรับ

18:29

ปรุงได้เราแก้ไขเราเปลี่ยนแมของท่านอย่าง

18:31

น้อยที่สุดนะครับแต่ละอย่างที่พูดไม่ใช่

18:33

ทุกอย่างด้วยนะครับแต่ละอย่างเร็วที่สุด

18:35

นะ 5 ปีนะครับท่าน

18:37

>> ใช่ครับ

18:37

>> ตอนนี้ใน 5 ปีที่ว่านั้นจะอยู่กันยังไง

18:40

อ่ะครับท่าน

18:42

>> มันมัน

18:43

>> มันเป็นเรื่องที่ท่านพูดแล้วมันน่ากลัว

18:45

หมดนะฮะประชาธิปไตย

18:47

>> คอร์รัปชั่นระบบเสรีนิยมที่ให้โอกาสอย่าง

18:50

ทั่วถึงระบบการศึกษาซึ่งจะต้องดีขึ้นและ

18:53

เข้าใจว่าโลกเป็นยังไงแล้วก็รู้ว่า flw

18:55

ทุกอย่างใช้เวลาตั้ง 5 ปีผมถามว่าใน 5 ปี

18:58

เครับท่านจะมีกลไกเราจะมีอะไรจะอยู่ยังไง

19:01

ครับ

19:02

>> มันหนีไม่พ้นว่าเราต้องอดทนกลไกคือต้อง

19:06

ให้ประชาชนรับทราบ

19:08

>> อือฮึ

19:08

>> ปัญหาทั้งหมดโดยผ่านสื่อต่างๆอย่างคุณต่อ

19:12

อย่างงี้เป็นต้นครับ

19:13

>> ถ้าประชาชนเข้าใจประชาชนก็จะพยายามกดดัน

19:17

ให้มีการเปลี่ยนแปลงครับ

19:19

>> ผมนี่เชื่อในพลังประชาชนนะ

19:21

>> ครับ

19:21

>> แต่ทำยังไงให้ประชาชนเข้าใจ

19:23

>> ครับ

19:23

>> ผมขออนุญาตพูดนิดนึง

19:25

>> ได้ครับ

19:26

>> ภาคประชาสังคมซึ่งสื่อเนี่ยเป็นองค์

19:29

ประกอบที่สำคัญมากผมเห็นนิมิตหมายที่ดี

19:33

เชื่อมั้ยครับ 10 ปีที่ผ่านมาเนี่ยถ้าเรา

19:36

พูดถึงภาคประชาสังคมซึ่งประกอบด้วย NGO

19:40

ประกอบด้วยติ๊งแต๊งองค์กรที่ใช้การศึกษา

19:44

แล้วก็พระสื่อเนี่ยผมขออนุญาตสังเกตส่วน

19:48

ตัวว่าสื่อเนี่ยพัฒนาดีมาก

19:50

>> ครับ

19:51

>> เพราะว่าเทคโนโลยีช่วยเพราะสื่อเนี่ยที่

19:54

เมื่อก่อนมันเป็นโอิอปี่

19:56

>> อ

19:56

>> คือมีแค่ไม่กี่รายตอนนี้มันมีหลากหลาย

20:00

>> เพราะนั้นพอความหลากหลายมันก็ส่งเสริมให้

20:02

เกิดการแข่งขันแล้วสื่อก็ทำให้ประชาชนมี

20:06

ความเข้าใจมากขึ้นทุกคนเป็นสื่อได้

20:09

>> อย่างคุณต๋อยนี่ก็เป็นสื่อที่สำคัญ

20:11

>> ครับก็นี่ครับอย่างกรณีท่านพูดขึ้นมาอัน

20:13

นี้ไม่ได้นั่นหนี้ตัวเองนะฮะแต่ความรู้

20:15

สึกคนซึ่งเป็นสื่ออย่างผมซึ่งเป็นสื่อ

20:18

บันเทิงพูดตรงๆอนะฮะผมก็เป็นพิธีกรทาง

20:21

ด้านวงการบันเทิง

20:22

ยังต้องหันมาดูแล้วยังต้องมาทำเรื่องพวก

20:24

นี้เลยเพราะมองออกแล้วว่ามันลำบากแล้วมัน

20:29

มันสาหัสมากๆครับท่านไอ้ความอดทนที่ท่าน

20:32

พูดไอ้ 5 ปีที่ท่านพูดเนี่ยแล้วเพื่อให้

20:34

เกิดการรับทราบและการขยายการพยายามกระจาย

20:36

กันไปอยู่ตรงเนี้ยพยายามทำให้ดีที่สุดทำ

20:39

ให้มากที่สุดเท่าไหร่ก็ตามแต่เวลาที่

20:42

ประชาชนไม่แข็งแรงนะครับท่านตอนเนี้ย

20:44

สำหรับผมผมมีความรู้สึกว่าความแข็งแรงของ

20:47

เราประชาชนน่ะนะฮะเราไม่แข็งแรงเราไม่มี

20:50

ความรู้จริงๆเราไม่แข็งแรงพอที่จะไปตั้ง

20:53

ใจทำสิ่งที่ถูกต้องแล้วสู้เพื่อสิ่งที่

20:55

ถูกต้องอันนี้ต้องทำยังไงครับท่าน

20:57

>> พี่

20:59

ผมผมขอพูดภาพปัญหา

21:02

>> ครับ

21:02

>> ที่น่ากังวลคือได้ยินคำว่าเฟมั้ครับคุณ

21:07

ต๋อยเคยได้ยินคือนอกจากโตช้าแล้วมันมีบาง

21:10

คนโตบางคนถอย

21:13

>> ครับ

21:13

>> คือเป็นหางตัว K

21:14

>> อือฮึ

21:15

>> สิ่งนี้ผลก็คือความเหลื่อมล้ำทวีขึ้น

21:17

เรื่อยๆ

21:18

>> วิกฤตเศรษฐกิจในความเห็นของผมเนี่ยวิกฤต

21:22

เศรษฐกิจจะไม่มีหรอกครับแต่มันจะเกิดความ

21:25

เหลื่อมล้ำและความเหลื่อมล้ำเนี่ยมันจะนำ

21:28

ไปสู่วิกฤตสังคม

21:29

>> อื

21:30

>> ซึ่งถ้าเกิดวิกฤตสังคมวิกฤตเศรษฐกิจจะตาม

21:32

มา

21:33

>> ครับ

21:33

>> แต่มันจะไม่เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจซึ่ง

21:36

อันเนี้นะครับเป็นเรื่องที่รัฐจะต้องเข้า

21:40

ใจและแทรกแซงคือทำให้คนที่ด้อยโอกาสนี้

21:44

ได้มีโอกาสขึ้นมา

21:46

>> โอเคซึ่งอันนี้เป็นหน้าที่ของรัฐโดยตรง

21:49

เพราะตลาดมันจะทำหน้าที่พวกนี้ได้ไม่ดี

21:52

>> ครับ

21:53

>> ตลาดมันจะส่งเสริมให้คนรวยรวยยิ่งขึ้น

21:56

ยิ่งขึ้น

21:56

>> ใช่ใช่

21:57

>> แต่นี้ตอนนี้มันเท่ากับคนทั่วๆไปโดยเฉพาะ

21:59

อย่างยิ่งชนชั้นกลางซึ่งปัญหาหนักมากเลย

22:02

นะครับชีวิตคนชั้นกลางตอนนี้คือปัญหาหนัก

22:04

มากหนักจนรู้จะหนักยังไงทั้งเรื่องของ AI

22:07

ที่เข้ามาทั้งเรื่องของวิกฤตต่างๆเรื่อง

22:10

ของโครงสร้างของการทำงานเรื่องอะไรต่างๆ

22:12

คนพวกเนี้เค้าทั้งหมดใจและหมดโอกาสท่าน

22:16

แนะนำอะไรเค้าครับ

22:18

มันหมดจริงๆนะครับ

22:20

มันหนีไม่พ้นหรอกครับที่จะต้องอดทนที่จะ

22:24

ต้องหาโอกาสผมอยากจะเรียนว่าจริงๆโอกาสก็

22:27

ยังมีอยู่ตามที่ต่างๆแต่มันหายากขึ้น

22:30

เพราะโดยรวมโอกาสมันไม่มากขึ้นและดันมีคน

22:34

ที่มีprivิลคือคนที่อยู่ข้างบนคว้าโอกาส

22:38

ดีๆไปด้วย

22:39

>> ครับ

22:39

>> ซึ่งอันเนี้ยครับ

22:41

>> ผมจะใช้คำว่าระบบที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้

22:47

อย่างที่ผมใช้คำพูดที่คุณต่อให้พูดพูดผม

22:50

จะใช้คำว่าวันนี้ประเทศไทยเนี่ย

22:52

ประชาธิปไตยก็ไม่จริง

22:54

>> ครับ

22:54

>> ชิงกันโกงคือคอร์รัปชัทางโลกทุนใหญ่คือ

22:59

economic system ก็เอื้อประโยชน์แต่ทุน

23:01

ใหญ่อันที่ 3 คือไม่ใฝ่การเรียนอันที่ 4

23:07

เซียนคุมศาลก็คือrู of law แล้วก็เรื่อง

23:10

education มันต้องพัฒนาไปด้วยกันแต่

23:13

อย่างที่ผมบอกไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะว่า

23:16

การปฏิรูปที่จะเกิดเนี่ย

23:19

มันเกิดยากเนื่องจากคนที่มีอำนาจที่จะ

23:23

ปฏิรูปได้เป็นคนที่อยู่ในกลุ่มได้เปรียบ

23:26

แล้วเขาจะหวงแหนระบบเดิมๆ

23:28

>> ครับ

23:29

>> ซึ่งอันเนี้ยมันก็ต้องทำให้เกิดการ

23:31

เปลี่ยนแปลงถามผมนะครับจริงๆเรามีก้าวที่

23:36

สำคัญที่เริ่มเดินไปแล้วแต่มันยังไม่เดิน

23:39

ต่อเช่นโทษตรงไปตรงมาการแก้รัฐธรรมนูญ

23:43

>> ครับ

23:43

>> ซึ่งประชามตินี่ท่วมท้นชัดเจน

23:46

>> แต่ไม่แก้

23:47

>> แต่ไม่ได้มี implement มีข้ออ้างต่างๆ

23:50

นานาจากคนที่ได้เปรียบภายใต้ระบบบิดเบือน

23:55

>> ครับ

23:56

>> อันเนี้ประชาชนก็ต้องกดดันให้เกิดขึ้น

23:59

>> ประชาชนต้องแข็งแรงนะครับท่านต้องมีความ

24:01

เข้าใจในตรงนี้อย่างค่อนข้างที่เรียกว่า

24:03

จริงจัง

24:03

>> ใช่ครับ

24:09

>> การลดขนาดของรัฐลงมันสำคัญมากการลดบทบาท

24:12

แล้วก็การลดอำนาจท่านพูดมาถ้าผมจำไม่ผิด

24:16

เป็น 10 ปีแล้วนะครับ

24:17

>> ใช่ครับ

24:17

>> เรื่องอย่างนี้ยังไม่เคยเกิดเลยครับ

24:19

>> คือต้องขออนุญาตออกตัวนิดนึงผมเนี่ยในทาง

24:23

เศรษฐศาสตร์เนี่ยตัวผมนี่ได้ชื่อว่าเป็น

24:26

กลุ่มเสรีนิยมใหม่

24:28

>> ครับ

24:28

>> คือneโอลิบอรัลซึ่งก็ถูกโจมตีเยอะว่า

24:32

กลุ่มนี้ไม่ดีจริง

24:33

>> แต่คอนเซปตหลักการของกลุ่มเสรีนิยมใหม่ก็

24:38

คือตลาดสำคัญตลาดมีประสิทธิภาพรัฐมี

24:44

ประสิทธิภาพต่ำเพราะฉะนั้นเราควรจะให้รัฐ

24:47

ทำหน้าที่น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นเท่า

24:50

นั้นและจะทำหน้าที่เมื่อเกิดสิ่งที่เรียก

24:53

ว่าตลาดทำงานไม่ได้ตลาดล้มเหลว

24:56

>> เพราะฉะนั้นหลักการก็คือรถรัฐเวลาเราพูด

25:01

รถรัฐเนี่ยมันมี 3 อย่างนะคุณต๋อย

25:03

>> ครับ

25:03

>> อันที่ 1 คือขนาดอันที่ 2 คือบทบาทอันที่

25:08

3 คืออำนาจ

25:09

>> มันต้องลดทั้ง 3 อย่างครับ

25:11

>> ขนาดของรัฐผมขออนุญาตชี้ให้เห็นว่าถ้าเรา

25:16

ดูงบประมาณเทียบกับ GDP เหมือนของเราไม่

25:20

สูงมากของเราเนี่ย 23% 24% ขณะที่ประเทศ

25:25

ยุโรปเนี่ยเค้าปาเข้าไปเกือบ 50 แต่ขอโทษ

25:29

ของเราเนี่ยมันเป็นงบดำเนินการซะ 75%

25:34

>> ขณะที่ของยุโรปนี่ 75% เป็นสวัสดิการก็

25:38

คือกระจายถึงคนทั่วไปแต่ของเราเนี่ยเอา

25:42

จำนวนข้าราชการก็ได้ใครมีข้าราชการ 3

25:46

ล้าน 30,000 คนเทียบกับญี่ปุ่นซึ่งมี

25:51

ประชากร 2 เท่าเราญี่ปุ่นมีข้าราชการ

25:53

500,000 คนเองนะสิงคโปร์มี 120,000 คน

25:57

เราเนี่ยมีเงินเดือนและสวัสดิการข้า

26:00

ราชการ 9% ของ GDP ซึ่งสูงเป็นอันดับ 3

26:05

ของเอเชียเป็นรองแค่กาตารกับมาดีฟซึ่ง 2

26:10

นั้นเป็นประเทศเล็ก

26:11

>> ซึ่งเขาย่อมมีสัดส่วนสูงเป็นธรรมดา

26:14

>> โอเคซึ่งอันเนี้ยทำยังไงจะลด

26:17

>> อื

26:17

>> และรัฐวิสาหกิจซึ่งก็คือรัฐใหญ่มากเรามี

26:21

รัฐวิสาหกิจ 52 แห่งมีสินทรัพย์ 20 ล้าน

26:25

ล้านมีค่าใช้จ่าย 6 ล้านล้านต่อปีซึ่งค่า

26:30

ใช้จ่าย 6 ล้านล้านเกือบ 2 เท่าของงบ

26:32

ประมาณถ้ามีคอร์รัปชัในประเทศนี้มันก็

26:36

คอร์รัปชัตรงนั้นแหละครับ

26:37

>> ที่เยอะกว่า

26:39

>> ทำยังไงที่จะลดบทบาทรัฐวิสาหกิจหรือปลด

26:42

ปล่อยรัฐวิสาหกิจให้ตลาด

26:45

อันนี้เป็นสิ่งที่เราหยุดชะงักมานานด้วย

26:49

ความเข้าใจผิดของ NGO บางส่วนด้วยอย่าง

26:52

นี้เป็นต้น

26:53

>> ครับ

26:53

>> ซึ่งอันเนี้ยครับเป็นเรื่องที่ถ่วงประเทศ

26:57

ส่วนอำนาจรัฐคุณต๋อยทราบมั้ครับว่าประเทศ

27:01

ไทยเนี่ยเรามีกฎหมายทั้งหมดแสนกว่าฉบับ

27:05

พระราชบัญญัติพันกว่าฉบับพระราชกฤตฎีกา

27:08

กับกฎกระทรวงอีก 30,000 และเป็นกฎที่ออก

27:12

ตามอำนาจตามกฎหมายอีกร่วมแสนครับ

27:15

>> เรามีมากเกินไปเรามีใบอนุญาตทั้งหมด 3,000

27:19

กว่าชนิดขณะที่ OECD เว่าคุณจะมีไม่เกิน

27:24

600

27:25

>> อื

27:25

>> เรามีทุกอย่างมากมันก็ต้องปฏิรูปกฎหมาย

27:28

เนี่ยครับ

27:28

>> ครับ

27:29

>> คุณต๋อยเคยได้ยินโครงการที่เรียกว่า

27:33

กิโยนตินมั้ยครับ

27:34

>> ซึ่งเกาหลีเ้าทำอย่างสำเร็จเวียดนามกำลัง

27:38

คืบหน้าอย่างมาก

27:40

>> เค้าลดกฎหมาย 30%

27:43

ลดข้าราชการ 30% ภายใน 30 เดือนที่เขา้า

27:47

เรียกว่าโปรเจค 30 เนี่ยแต่ของเราเนี่ย

27:51

เริ่มมาพร้อมเค้าแต่ไม่ไปไหนเลยครับ

27:53

>> ช้ามาก

27:54

>> ไอ้ที่คำว่าที่ท่านพูดคำว่าเค้าเๆนี่เค้า

27:57

คือใครครับเค้าคือรัฐใช่มั้ฮะ

27:59

>> เคือรัฐต้องเริ่มที่รัฐครับ

28:01

>> เราไม่เราไม่นี่ครับ

28:02

>> เราต้องกดดันให้รัฐทำ

28:04

>> ครับงั้นก็เลยกลับมาที่เมื่อกี้ที่พูดว่า

28:07

ถ้าจะทำอย่างนั้นได้คนในชาติต้องแข็งแรง

28:10

>> และเข้าใจ

28:11

>> ต้องเข้าใจเพราะเพราะถ้าเกิดคนในชาติยัง

28:14

อยู่แบบว่าและแล้วแต่รัฐหรือมีหน้าที่คอย

28:20

คอยทำตามหรือว่าไม่ได้ดูดาวะกล่าวหรือว่า

28:22

ไม่ได้เรียกร้องมันก็จะเป็นอย่างงี้ตลอด

28:25

ไป

28:25

>> แล้วหวังหวังจากรัฐมากไปด้วยคือสังคมไทย

28:28

นะครับ

28:29

>> เ้าบอกว่าเราเป็นรากฐานของสังคมอุปถัมภ์

28:33

>> ครับ

28:33

>> เพราะฉะนั้นพอเกิดอะไรขึ้นทุกคนก็หวังจาก

28:36

รัฐ

28:37

>> แทนที่จะลุกขึ้นมาทำเอง

28:38

>> ครับ

28:39

>> แล้วก็รัฐเองก็ทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดีครับ

28:43

>> ชอบเข้าไปยุ่งไปจัดการกับการกับตลาดมาก

28:46

เกินไป

28:46

>> ครับด้วยวัตถุประสงค์ต่างๆเหล่านี้นะครับ

28:48

ที่ว่าเราคิดจะกำหนดแล้วก็เอ่อยับยั้ง

28:52

หรือว่าลดขนาดบทบาทของรัฐลงเราก็เลยตั้ง

28:55

องค์กรอิสระกันขึ้นมาในในยุคสมัยหนึ่ง

28:57

ตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาเยอะแยะมากมายแต่พอ

29:00

มาถึงปัจจุบันนี้กลับเป็นว่าองค์กรอิสระ

29:03

>> ไม่อิสระจริง

29:04

>> โอ้โห

29:06

มันน่าเหนื่อยมั้ยครับถ้า

29:08

>> ขออนุญาตเท้าความคำว่าองค์กรอิสระเน้น

29:11

>> ครับ

29:11

>> องค์กรอิสระนี่เกิดขึ้นตามเจตนารมณ์ของ

29:15

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540

29:18

ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนั้นเนี่ยชัดเจนว่ามี

29:21

เป้าประสงค์ 3 อย่างเป้าประสงค์ที่ 1 คือ

29:24

ให้รัฐแข็งแรง

29:25

>> ครับ

29:25

>> ให้พรรคการเมืองนี่แข็งแรงเป็นพรรคใหญ่

29:28

เป้าประสงค์ที่ 2 ก็คือในเมื่อแข็งแรงก็

29:31

เลยต้องมีองค์การอิสระมาควบคุมมาคอยคาน

29:35

อำนาจไม่ให้รัฐนา

29:38

>> อย่างไม่ถูกไม่ต้องเพราะฉะนั้นอย่างศาล

29:41

รัฐธรรมนูญ

29:42

ปปช.กกต.นี่เกิดตามรัฐธรรมนูญ 40 หมด

29:46

>> กเป้าหมายที่ 3 ของรัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็

29:49

คือให้เกิดการกระจายอำนาจและทรัพยากรจาก

29:53

ส่วนกลางในมีการจัดตั้งอบจ.อบต.

29:57

แล้วให้ชุมชนเข้มแข็งหวังเจตนาทั้ง 3

30:01

อย่างเป็นเรื่องดีทั้งหมด

30:03

>> อือฮึ

30:03

>> นะครับ

30:04

>> ซึ่งผมก็ชื่นชมแต่พอปฏิบัติจริงมันถูกบิด

30:09

เบือน

30:09

>> ครับ

30:10

>> โดยบิดเบือนแรกก็คือการเข้าควบคุมองค์กร

30:14

อิสระผ่าน

30:17

วุฒิสภา

30:18

เพราะเค้าให้วุฒิสภาซึ่งหวังว่าจะอิสระ

30:22

>> จำได้มั้ยครับ

30:23

>> เราเริ่มมีสภาผัวเมีย

30:26

>> อือฮึมันอัน[เสียงกระแอม]นั้นก็คือจุด

30:27

เริ่มต้นที่ทำให้วุฒิสภาไม่อิสระ

30:32

>> และระยะหลังก็เลยกลายเป็นการเลือกตั้ง

30:35

วุฒิสภาในระบบที่ถูกออกแบบอย่างไม่รัดกุม

30:39

ครับ

30:40

>> มันก็เลยทำให้เป็นขอโทษนะครับอันนี้ผมอาจ

30:43

จะพูดเร็วไปหน่อยเกิดสภาฮัว้วอย่างที่

30:47

เกิดแล้วเนื่องจาก

30:49

>> เค้าคุมองค์กรอิสระได้องค์กรอิสระที่

30:51

เกี่ยวข้องก็เลยหน่วงไม่ให้มีการแก้ไข

30:55

>> ครับ

30:55

>> อย่างที่เราทราบรับทราบกันอยู่

30:57

>> ครับเพราะฉะนั้นจริงๆเพราะฉะนั้นตรงนี้

30:58

อย่างที่เวลาพอพูดต่างๆปัญหามาไม่ต้องไม่

31:01

ต้องเท้ากลับไปเดิมอ่ะมามองเห็นไอ้คำว่า

31:03

New Sve ที่มันจะเกิดขึ้นใหม่ในประเทศ

31:05

ไทยมันอาศัยหลายอย่างนะครับถ้ามันโอกาส

31:08

เกิดมีบ้างมั้ยครับ

31:09

>> จริงๆถามผมนะครับนี่เราคุยกันมานะคุณต๋อย

31:14

ไม่มีเรื่องสนุกเลยสัก

31:15

>> ใช่ครับไม่มีครับ

31:17

>> ขอโทษครับ

31:18

>> จริงๆเราก็มีแสงสว่าง

31:20

>> ครับ

31:20

>> ถ้าเราลดรัฐการลดรัฐนี่มันจะช่วยหลาย

31:22

อย่าง

31:23

>> ครับ

31:23

>> คือ

31:24

>> มันจะปลดปล่อยทรัพย์ทรัพยากรออกมาให้ตลาด

31:27

ด้วยอือฮึ

31:28

>> ซึ่งตามทฤษฎีตลาดมันมีประสิทธิภาพต่อรัฐ

31:32

แล้วก็อันนี้ก็จะทำให้เรามีความหวัง

31:36

>> กับอีกอย่างนึงก็คือ

31:38

>> ต้องเข้าไปเชื่อมโยงกับโลกให้มากขึ้นครับ

31:41

>> ในความเห็นผมนะ

31:43

>> ครับ

31:43

>> เราต้องเปิดเสรีคุณต๋อยเชื่อมั้ยครับว่า

31:49

กฎหมายที่ควบคุมอุตสาหกรรมต่างๆอันนี้

31:53

ค่อนข้างจะชัดว่าทุกอุตสาหกรรมที่มีกฎ

31:57

หมายบอกว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ต้องเป็นคนไทย

32:01

>> ครับ

32:01

>> อุตสาหกรรมนั้นก็จะด้อยประสิทธิภาพันที

32:04

>> เพราะเราไป

32:05

>> หลักการง่ายๆเราไปกีดกันคนที่เก่งที่สุด

32:09

ในโลก

32:10

>> ไม่ให้เข้าไม่ให้เข้ามาแข่งกับนายทุนไทย

32:13

มันเลยการกลายเป็นเจตนาอาจจะดี

32:17

>> ครับ

32:18

>> กลายเป็นในนามแห่งความรักชาติเนี่ยเราไป

32:22

สร้างต้นทุนให้ผู้บริโภค

32:24

โดยไปปกป้องทุน

32:26

>> ครับ

32:27

>> โอเคครับแล้วต้นทุนนอกจากลงสู่ผู้บริโภค

32:31

ด้วยแล้วยังลงสู่ศักยภาพการแข่งขัน

32:35

>> ของประเทศโดยรวมด้วย

32:37

>> ครับอันนี้ที่คุยมาเมื่อกี้ท่านพูดนะครับ

32:39

ว่ามันหนักนะมันหนักจริงๆแต่นี้สมมุติลอง

32:41

ลองลงมาเบาลงไปนิดนึงเบานิดนึงสมมุติ SME

32:44

เหรอครับท่าน SME ตอนนี้นะครับจริงๆแล้ว

32:47

SE เนี่ยตอนนี้ถ้าเราจะได้ยินข่าวตลอด

32:49

เวลาแล้วก็คือบอกรัฐตลอดเวลาว่าต้องอย่าง

32:51

งั้นต้องอย่างี้พึ่งอ่ะพูดง่ายๆว่าต้อง

32:53

พึ่งครึ่งรัฐนะฮเพราะโอกาสเมีน้อยลงน้อย

32:55

ลงไปทุกที SE ต้องทำไงครับท่าน

32:58

>> ถ้าถามผมนะครับตรงนี้ความเห็นผมต้องขอโทษ

33:01

SE ทั้งหลายผมอาจจะตรงไปตรงมาก็คือ SME

33:06

เนี่ยเป็นหน่วยงานที่เพิ่ม producy ได้

33:10

ยาก

33:10

>> ครับ

33:10

>> เพราะขนาดที่ไม่ได้สเกลเพราะฉะนั้นถามผม

33:15

การที่รัฐมีนโยบายที่จะอุ้ม SME ต้องคิด

33:20

ให้ดีเพราะว่าจริงๆแล้วผมขออนุญาตอ้าง

33:25

ปรมาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งผมเคารพนับถือมาก

33:28

คืออาจารย์อัมาสยามวารา

33:30

>> ท่านพูดเสมอว่าแนวนโยบายที่ปกป้องSMอ

33:34

เนี่ยเป็นแนวนโยบายที่น่าห่วง

33:37

>> เพราะ SE เนี่เเพิ่ม Productivity ได้ยาก

33:40

>> จริงๆต้องพยายามส่งเสริมให้เค้าควบรวมกัน

33:45

ซึ่งประเทศไทยถ้าเราทำให้การควบรวมสะดวก

33:49

ขึ้นภาษีากรจากการควบรวมไม่ได้เป็นอย่าง

33:54

ปัจจุบันที่ไม่เกื้อหนุนให้ควบรวม

33:57

>> อ

33:57

>> มันก็จะช่วยให้มันมีงานวิจัยนะฮะคุณต๋อย

34:01

>> ว่าประเทศไหนที่มีการควบรวมเยอะและสะดวก

34:04

Producty Improvement จะดี

34:06

>> มันจะดีขึ้น

34:06

>> เพราะว่าลองนึกออกมั้คนจะควบรวมกันก็

34:10

เมื่อมันทำให้เกิด Syergy เกิด

34:13

Productivity

34:15

>> เพราะฉะนั้นการส่งเสริมการควบรวมเป็น

34:17

เรื่องสำคัญแต่เมืองไทยเนี่ยการควบรวมถูก

34:21

มอง

34:22

ในแง่ไม่ดีหลายอย่างว่าเป็นการฮุบกิจการ

34:25

บ้างอะไรบ้าง

34:26

>> อือฮึ

34:27

>> แต่จริงๆมันตรงกันข้ามซึ่งอันเนี้ยมันก็

34:31

เป็นจุดเล็กๆจุดนึงคือขอโทษนะผมทำงานที่

34:36

ธนาคาร

34:37

>> ครับ

34:38

>> ธนาคารนี่เป็นจำเลยสำคัญว่าไม่ให้กู้กับ

34:42

SME

34:43

>> อื

34:43

>> ถามว่าทำไมไม่ให้กู้

34:45

>> ครับ

34:45

>> จริงๆธนาคารอาชีพคือปล่อยกู้

34:48

>> ใช่

34:48

>> ผมอยากปล่อยกู้ให้ทุกคนถ้ามั่นใจว่าจะได้

34:52

คืน

34:53

>> อ

34:53

>> แต่ที่เขาไม่กล้าให้กู้เพราะมันไม่มั่นใจ

34:55

ว่าจะได้คืน

34:56

>> เพราะจริงๆแล้วไอ้ Productivity

34:58

Improvement เนี่ยมันต้องการทั้งเงิน

35:00

ต้องการทั้งเทคโนโลยี

35:01

>> เพราะฉะนั้นจริงๆการควบรวมที่ท่านพูดคือ

35:03

ถ้าสามารถเอาทั้งเงินและเทคโนโลยีมาแล้ว

35:06

ควบรวมกัน

35:06

>> แล้วทำให้ใหญ่ขึ้น

35:07

>> มันใหญ่ขึ้นแล้วมันมีเค้าเรียกอะไร

35:09

Opportunity มีโอกาสที่ทางแบงค์หรือทาง

35:11

อะไรก็ตามสังคมก็ตามมองแล้วมันเห็นว่ามี

35:14

โอกาสจะเจริญเติบโตได้มากกว่า

35:15

>> นั่นคือวิธี

35:17

>> วิธีการคือต้องไปทางนั้น

35:18

>> ต้องไปทางนั้น

35:19

>> มีเรื่องนึงซึ่งขออนุญาตกันนะคืออันนี้

35:23

ไม่ไม่ใช่พูดเข้าข้างแบงค์อย่างเดียว

35:25

>> ครับ

35:25

>> นะของเราเนี่ยเวลาเกิดปัญหากระบวนการ

35:30

เคลียร์ปัญหาก็คือการยึดทรัพย์การขายทอด

35:33

ตลาดมันช้าเหลือเกิน

35:35

>> ครับ

35:35

>> อย่างผมเป็นแบงค์ถ้าผมให้กู้ SE เนี่ย

35:39

แล้วเกิดปัญหาผมเค้าสู้ 12 ปีนะ

35:42

>> ใช่

35:43

>> กว่าจะยึดทรัพย์ได้กว่าพอยึดทรัพย์มา

35:46

เครื่องจักรก็ไม่เหลือหรือเหลือก็ล้าสมัย

35:49

แล้วก็กว่าจะขายทอดทอดตลาดกรมบังคับคดี

35:53

ดองเงินอีกปีนึง 13 ปีกว่าจะได้เงินคืน

35:56

เพราะฉะนั้นนี่คือปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่ง

35:59

>> ครับ

35:59

>> ที่รัฐควรไปแก้

36:01

>> process พวกนี้ให้เร็วขึ้น

36:03

>> ครับเวลาจะพูดอย่างี้พอมาถึงตรงนี้ถามต่อ

36:06

เลยกันล่ะครับท่านธุรกิจแบบไหนถึงจะรอด่ะ

36:09

ครับตอนนี้

36:10

>> ธุรกิจแบบไหนถึงจะรอด

36:13

คุณต๋อยครับ

36:14

>> ครับ

36:15

>> ผมนี่ขอต้องขอโทษเพื่อน

36:19

นักธุรกิจทั้งหลายผมจะแบ่งธุรกิจเป็น 3

36:22

พวกพวกที่ 1 คือค้ากับโลกก็คือทำสินค้า

36:26

ที่ส่งออกหรือทดแทนนำเข้าคือสินค้าที่เขา

36:29

เรียกว่า tradable ธุรกิจที่ 2 เรียกว่า

36:32

ค้ากับเรา

36:33

>> ครับ

36:33

>> คือทำสินค้าที่ non tradable เช่นเนี่ย

36:36

Infrastructure Telecom real state

36:39

>> โรงพยาบาลทลแบงค์อันนั้นเรียกว่าค้ากับ

36:43

เราค้ากันเองกับคนไทย

36:45

>> ธุรกิจที่ 3 คือค้ากับรัฐคุณต๋อยว่า

36:49

ธุรกิจไหนกำไรมากสุด

36:51

>> ค้ากับรัฐครับ

36:52

>> ใช่ครับเพราะอะไรไม่ต้องพูด

36:54

>> ครับ

36:55

>> เพราะฉะนั้นเราคนก็เลยไปค้ากับรัฐมากและ

37:00

อันนั้นแหละเป็นตัวถ่วงภาพรวม

37:02

>> คือจำนวนเงินมันเยอะมากไงท่านแล้วมันจุด

37:04

ใหญ่แล้วมันอยู่ตรงนั้นแต่มันกลับกลาย

37:06

เป็นมันไม่ได้กระจายออกมาจริงตอนเนี้ยพอ

37:08

ที่พูดถึงบอกว่าธุรกิจแบบไหนจะรอดท่านบอก

37:10

แล้ว 3 ธุรกิจมีค้ากับโลกค้ากับเราแล้วก็

37:13

ค้ากับรัฐไอ้ค้ากับรัฐไอ้พวกเด็กๆไม่ต้อง

37:14

พูดอ่ะเล็กๆน้อยๆไม่มีทางอยู่แล้วอย่าไป

37:16

ฝันไม่ต้องคิด

37:17

>> เอางี้ครับผมให้ทีมวิจัยเค้าทำเร็วๆคร่าว

37:22

ๆ

37:22

>> ครับ

37:23

>> ในประเทศที่พาพัฒนาแล้วเนี่ยในตลาดหลัก

37:27

ทรัพย์มันจะ[เสียงสูดหายใจ]

37:30

เป็นค้ากับโลก 70%

37:33

>> อื

37:34

>> ค้ากับเรา 20% แล้วค้ากับรัฐ 10%

37:37

>> ครับ

37:38

>> ในตลาดหลักทรัพย์ไทยกลายเป็น 30 30

37:42

คือค้ากับรัฐมันใหญ่มาก

37:44

>> ครับ

37:45

>> แล้วก็รวยมากด้วย

37:46

>> อือฮึ

37:47

>> เวลาคุณรวย

37:49

ทรัพยากรมันก็จะไหลไปทางนั้น

37:51

>> ใช่

37:51

>> มันก็ยิ่งทำให้

37:53

>> ธุรกิจนั้นโตแล้วมันเป็นธุรกิจที่ไม่

37:56

ต้องการ Productivity เลยต้องการเส้นสาย

38:00

อย่างเดียวมันก็เลยทำให้ปัจจัยสถาบันทุก

38:03

อย่างอ่อนแอ

38:04

>> ครับ

38:05

>> อันนี้ไม่ทราบว่าฟังแล้วซับซ้อนไปหน่อย

38:08

มั้ครับ

38:09

>> ไม่ซับซ้อนครับแต่มันมองให้เห็นว่ามัน

38:11

เป็นปัญหาที่ไม่สามารถเข้าถึงได้เลยไม่

38:13

สามารถเข้าไปแก้ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะ

38:15

ว่าค้ากับโลกอย่างเมื่อกี้เราพูดเรื่อง

38:17

SME ของเรากันไปแล้วนะครับว่าถ้าเกิดเรา

38:19

ไม่ควบรวมกันจริงๆไม่ตั้งใจทำจริงๆแล้ว

38:21

ไม่ให้เค้าเห็นจริงๆว่าเราเราทำได้นะเรา

38:24

ก็ไม่มีโอกาสแล้วอันที่ 1 ไอ้ค้ากับเรา

38:25

เนี่ยก็ค้ากันเองเนี่ก็ยังเห็นแล้วว่า

38:27

ตลาดเงินเราเป็นอย่างนี้ค้ากันนี่ก็แสนจะ

38:29

ลำบากค้ากับรัฐไม่ต้องพูดถึงอ่ะพอเข้าใจ

38:31

แล้วฮะผมไม่ถามลึกไปกว่านี้เพราะว่าคนฟัง

38:34

ก็คงเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรนะฮะ

38:39

แต่มันมีอีกเรื่องนึงที่น่าสนใจมากๆคนใน

38:42

ยุคใหม่สมัยใหม่เนี่ยเค้าอ่อนแรงกับการ

38:45

ศึกษามากๆเค้ามีความรู้สึกว่าเค้าเเรียน

38:47

หนังสือไปเค้าแทบจะไม่ไม่รู้ว่าเค้าจบไป

38:50

แล้วเจะไปทำอะไรเค้าไม่รู้เลยว่าชีวิต

38:53

เา้าจะเป็นยังไงการใฝ่หาการศึกษาใน

38:56

ปัจจุบันสำหรับพวกเขาแทบจะเหมือนกับว่า

38:59

มองไม่เห็นอนาคตท่านมองเรื่องนี้ยังไง

39:01

ครับ

39:02

>> อันนี้เป็นความคิดของผมซึ่งอาจจะไม่ได้

39:06

เชี่ยวชาญจริงเรื่องการศึกษาแต่ผมคิดว่า

39:10

การศึกษาของไทยเนี่ยจุดอ่อนอยู่ที่ 1 มัน

39:14

รวมศูนย

39:14

>> ครับ

39:15

>> มันไม่กระจายมันรวมอยู่ที่กระทรวงศึกษา

39:18

รวมอยู่ที่อว.ครับ

39:20

>> โดยไม่กระจายนั่นคือลักษณะที่ 1 อันที่ 2

39:25

โรงเรียนรัฐ 75% เนี่ยรัฐมีงบประมาณช่วย

39:29

เค้า 300,000 กว่าล้านต่อปีโรงเรียนเอกชน

39:32

ก็ย่อมสู้ไม่ได้รัฐก็เลยช่วยโรงเรียน

39:37

เอกชนโดยการอุดหนุนลายหัวแต่ภายใต้เงื่อน

39:40

ไข 2 เงื่อนไขว่า 1 ต้องสอนหลักสูตรกู 2

39:44

ต้องคิดราคาเดียวกับกูมันก็เลยต้องไปคิด

39:47

ค่าอย่างอื่นเยอะแยะไปหมด

39:49

>> อือื

39:49

>> มันก็เลยทำให้เอกชนเนี่ยเค้าล่อยหลอลง

39:52

เรื่อยๆอันนี้ผมขอชี้ให้ดูฟังอันที่ 3

39:58

ทำไมโรงเรียน

40:00

อินเตอร์เค้าถึงเก่งกว่าเพราะเค้ามี

40:02

ทรัพยากรมากกว่าราคาแพงกว่าราคาเป็นอิสระ

40:06

รัฐไม่คุ้มราคาและเป้าหมายของเค้าก็คือ

40:11

เค้าเรียนเพื่อไปสอบ SAT เรียนเพื่อไปสอบ

40:15

IB ซึ่งเป็นมาตรฐานโลกขณะที่ของเราเรียน

40:19

เพื่อไปสอบอะไร O-NET A-net ซึ่งเป็น

40:23

มาตรฐานของเรา

40:24

>> อื

40:25

>> ถ้าถามผมการปฏิรูปคือ 1 กระจายออกไปให้

40:30

ท้องถิ่นเ้าเป็นเจ้าของมากกว่าจะรวบไว้

40:33

ที่ส่วนกลางมันจะเกิดการแข่งขันเชื่อมั้ย

40:38

ครับถ้าคุณต๋อยดูเมืองต่างประเทศเี่เมือง

40:41

เค้าแข่งกันที่สถาบันศึกษา

40:42

>> ใช่

40:43

>> เมืองไหนสถาบันศึกษาดีก็เจริญเพราะฉะนั้น

40:47

มันจะเกิดการแข่งขันอันที่ 2 เปลี่ยนการ

40:50

อุดหนุนเป็นจากอุดหนุนสถาบันศึกษาไปอุด

40:55

หนุนผู้เรียนมันจะทำให้เกิดการแข่งขันของ

40:58

สถาบันที่จะแย่ง

41:00

>> ผู้เรียน

41:01

>> ผู้ผู้เรียนอันที่ 3 เปลี่ยนเป้าหมายซะ

41:04

เรียนเพื่อไปสอบ SAT เพื่อไปสอบ IB

41:09

>> อื

41:10

>> จะแปลเป็นภาษาไทยก็ได้เพราะเราซื้อบริการ

41:13

ได้

41:13

>> อื

41:14

>> เพราะว่าข้อสอบมันสูงกว่าเยอะเค้าใช้คำ

41:18

งี้เปลี่ยนเป้าหมายวิธีการก็จะเปลี่ยน

41:21

>> อื

41:21

>> วิธีเรียนก็จะถูกเปลี่ยนเอง

41:23

>> อืออันนี้สำคัญมากพ่อแม่ผู้ปกครองต้อง

41:25

เข้าใจเด็กต้องเข้าใจตรงนี้

41:27

[เสียงสูดหายใจ]ว่าเราต้องมีโกไว้ชัดเจน

41:28

แต่ยังไงก็ตามท่านยืนยันใช่มั้ยว่าการ

41:30

เรียนรู้การใฝ่หาความรู้การศึกษาสำคัญ

41:33

อยู่ตลอดไป

41:34

>> แน่นอนครับแต่ข้อดีก็อย่างที่ผมบอกช่อง

41:38

ทางการเรียนรู้เดี๋ยวนี้มันเยอะขึ้น

41:40

>> ครับ

41:40

>> แต่วิธีการที่จะให้เด็กให้คนเข้าใจว่าจะ

41:45

เรียนรู้ยังไงเป็นเรื่องสำคัญครับ

41:48

>> AI ไม่ใช่ว่าใครก็ใช้ได้ประโยชน์นะมัน

41:51

ต้องใช้เป็น

41:51

>> อครับนี่พอพูดถึง AI ขึ้นมาผมเลยถามท่าน

41:54

เลยครับในยุคนี้ที่มัน AI เข้ามาขนาดนี้

41:56

ท่านมองยังไงบ้างครับ

41:58

>> AI เนี่ยสิ่งที่น่ากลัวก็คืออย่างสี

42:03

Hawkin เขาบอกว่า AI ในปัญหาจะอยู่ที่

42:07

ระบบทุนนิยมจะถูก Challeng เพราะคำถามว่า

42:11

เมื่อucี้ส่วนใหญ่ถูกสร้างโดยเครื่องหุ่น

42:15

ยนต์และ AI ใครเป็นเจ้าของ

42:17

>> อื

42:17

>> จะแบ่งปันกันยังไง

42:19

>> ซึ่งอันเนี้ยมันจะทำให้เกิดการเปลี่ยน

42:22

แปลงใหญ่

42:22

>> ครับ

42:23

>> ผมต้องขออนุญาตบอกว่าผมไม่มีความสามารถพอ

42:27

ที่จะคาดเรา

42:28

>> ครับผม

42:29

>> คาดการได้แต่นอนหนีไม่พ้นนะครับที่ทุกคน

42:33

ก็ต้องดูแลตัวเองต้องพยายามกระเสือกกระสน

42:37

ไปเข้าใจมัน

42:38

>> ท่านครับพูดตรงนี้แล้วขอกลับไปเรื่องการ

42:40

ศึกษาอีกนิดเดียวครับเมื่อกี้ที่พูดถึง

42:42

ว่าการศึกษาเราเป็นระเบิดเปอร์เซ็นต์ที่

42:44

น่าน่าห่วงมากๆนะฮะ 70 291 เนี่ยที่พูด

42:48

เมื่อสักครู่นี้นะครับท่านครับถ้าเกิดว่า

42:50

เราใช้ระบบ AI เราใช้ระบบ IG เข้ามาช่วย

42:54

ให้มันมีการกระจายการศึกษาจากที่เดียวที่

42:56

เดียวเลยแล้วมันเท่าเทียมกันได้หมดมัน

42:58

อยู่ที่ใครจะเป็นคนจะมาเอากระบุงกระโบยมา

43:00

เอาไปเองคือหมายความว่าให้การศึกษาให้

43:03

เข้าได้เท่าเทียมกันไม่ว่าคุณจะอยู่

43:04

บุรีรัมย์อยู่สุงายโกรกหรืออยู่ที่ไหน

43:06

ท่านว่าอย่างนั้นจะเป็นวิธีที่โอเคมั้

43:08

ครับ

43:09

>> เคยมีคนเสนอแนวคิดนี้

43:11

>> ครับ

43:12

>> ต่อประเทศไทยด้วยครับ

43:13

>> ชื่อคุณเอดเวิร์ดเดบโน

43:15

>> ซึ่งเป็นหนึ่งในที่เขา้าบอกเป็น

43:17

Creativity Workshop ที่มีชื่อเสียง

43:20

เค้าเสนอว่าทำไมเราไม่ใช้ครูใช้อาจารย์

43:25

>> คนเดียวกัน

43:26

>> คนเดียวกันทั้งประเทศเอาที่เก่งที่สุดเลย

43:28

>> แล้วทุกคนเนี่ย

43:30

>> ก็เรียนจากออนไลน์

43:32

>> อือฮึ

43:32

>> แต่ว่า

43:33

>> ให้เปลี่ยนครูปัจจุบันเป็นแทนที่จะเป็น

43:36

ครูเป็น Learning assistant

43:38

>> ใช่

43:39

>> ที่แนะให้วิธีการเรียนมากกว่าจะเป็นคู่

43:43

ถ่ายทอดความรู้อันนี้ก็ก็เป็นแนวคิดนึง

43:46

>> ครับ

43:47

>> ที่น่าสนใจมากผมก็คิดว่าเรามีเทคโนโลยี

43:51

ที่พอจะทำได้

43:53

มันจะได้ไม่ต้องไปกวดวิชากับครูที่เก่ง

43:56

>> ใช่

43:56

>> ก็เอาครูที่เก่งนั่นแหละมาสอนทั้งทุกคนไป

44:00

เลย

44:00

>> ครับ

44:00

>> คือแนวคิดอันนี้มันเป็นแนวคิดซึ่งจริงๆ

44:02

แล้วเนี่ยสมมุติผมนั่งอยู่ในกรุงเทพฯอยู่

44:04

กับท่านอยู่อย่างเงี้ยแล้วผมมีบริษัท

44:06

บริษัทบริษัทบริษัทบริษัทหนึ่งหรือใครก็

44:07

ได้ที่มีความหวังดีปรารถนาดีแล้วเก่ง

44:09

เรื่องวิชาเดียวสมมุติเก่งเรื่องฟิสิกส์

44:10

อันเดียวเสามารถตั้งหน่วยงานขึ้นมาตั้ง

44:13

องค์กรขึ้นมาอย่างี้นะครับแล้วก็ส่งไป

44:16

ทั่วโรงเรียนต่างๆทั่วประเทศได้แล้วบอก

44:19

คุณจะเป็นสมาชิกมั้ยด้วยราคาเท่านั้นเท่า

44:21

นี้อะไรก็แล้วแต่ซึ่งมันก็คงจะไม่ต้องสูง

44:22

มากเพราะว่าไม่ต้องมาหาที่นั่งที่เรียน

44:25

เ้าสามารถทำตรงนี้แล้วมันสร้างประเทศได้

44:28

ภายในเวลาที่ผมพูดเรื่อง 5 ปีเมื่อสัก

44:30

ครู่นี้ฮะไอ้ 5 ปีเนี้ยมันเปลี่ยนอย่าง

44:33

อื่นด้วยยากมากใช่มั้ครับท่านมันเป็นไป

44:35

ได้มั้ยมันต้องเปลี่ยนด้วยการศึกษาของคน

44:37

>> ใช่ครับผมเชื่ออย่างงั้น

44:40

>> ท่านมาทำ

44:41

>> ระยะยาวยังไงคุณภาพของมนุษย์ก็เป็นเรื่อง

44:44

สำคัญที่สุดครับผมว่าจริงๆน่าทำจริงๆนะ

44:46

ครับท่านเพราะว่าจริงๆอ่ะผมว่าเราถ้าเรา

44:48

ไปกลัว AI อยู่อย่างเดียวแล้วเราไม่ใช้

44:50

เ้าให้เป็นประโยชน์เราไปกลัวไอทีเราไม่

44:52

ใช้เเป็นประโยชน์ไม่มีประโยชน์อะไรกับเรา

44:54

เลยผมว่าคนที่อยากเรียนรู้มากมายหลายหลาก

44:57

ด้วยกันคนมาออกรายการผมเต็มเลยท่านที่มา

44:59

จากคนที่แบบเรียนตรงๆเลยนะฮะ nothing เลย

45:02

ไม่มีอะไรเลยแต่เค้าได้การเรียนรู้ครับ

45:04

ท่านเค้าเรียน

45:05

>> อันนี้พิสูจน์ว่าโอกาสยังมี

45:06

>> ใช่ๆที่ท่านพูดอันนี้ผมถึงเห็นด้วยว่าใคร

45:09

ที่แบบว่าไม่ไหวแล้วแพ้แล้วยอมแล้วผมว่า

45:12

อย่าอย่าเพิ่งรีบให้เหมือนที่ท่านพูด

45:14

เมื่อสักครู่นี้อดทนเรียนรู้รับทราบและ

45:17

ปฏิบัติอันนี้ที่ท่านพูดอันนึงที่ท่านพูด

45:20

ไว้สำคัญมากๆเลยอันนี้เป็นคำที่ผมสนใจและ

45:22

อยากให้ท่านบอกกับคนอื่นๆด้วยบอกว่าความ

45:25

มั่นคงของชีวิตจริงๆแล้วนี่คำพูดท่านน่ะ

45:27

ครับต้องมีวินัยมันคือ

45:30

>> จริงๆแล้วเนี่ยความมั่นคงของชีวิตก็คือ

45:33

สิ่งที่เรามี

45:34

>> ครับ

45:35

>> มากกว่าเราอยู่ที่ไหน

45:36

>> อือ

45:37

>> ถูกมั้ยครับ

45:38

>> ถ้าเราแต่ผมชอบมากเลย

45:40

>> ขออนุญาตจำไปใช้นะอดทนเรียนรู้ที่ท่านพูด

45:45

รับทราบและปฏิบัติ

45:46

>> ครับ

45:47

>> โอเคครับอันนี้ดีมากเลย 4 อันขออนุญาต

45:50

>> ขออนุญาตเอาไปใช้

45:51

>> ครับ

45:52

>> จริงๆแล้วครับคนตอนนี้เค้าไม่รู้ตัวนะ

45:55

ครับท่านเป็นจำนวนมากผมผมคิดว่าเค้าไม่

46:00

รู้ตัวจริงๆแล้วเว่าเค้าใช้ชีวิตอยู่อย่า

46:02

อย่าโกรธกันนะครับถ้าท่านรู้แล้วไม่เป็น

46:04

ไรผมคิดว่าเป็นจำนวนมากที่เขาไม่รู้ตัว

46:06

ว่าเค้าเป็นคนไม่มีวินัย

46:10

เค้ามีความรู้ครับเค้ามีโน่นมีนี่มีนั่น

46:13

มีการใฝ่หาแต่เค้าไม่มีวินัยพอเค้าขาด

46:16

วินัยความตั้งใจจริงในในจุดนึงที่เค้า

46:18

ต้องมีกับสิ่งนี้เค้าต้องทำไงคำว่าวินัย

46:22

เนี่ยก็เป็นคำที่ขอโทษนะมันก็ต้องตีความ

46:26

ว่าวินัยแปลว่าอะไรอ

46:28

>> วินัยเนี่ยมันมีความหมายของมันคือมีกรอบ

46:33

มีเป้าชัดเจน

46:35

>> ครับ

46:35

>> แต่ไม่ใช่ว่าต้องก้าวเท้าซ้ายก้าวเท้าขวา

46:38

>> อือๆ

46:39

>> อันนั้นเ้าเรียกว่าไranical

46:41

>> ครับ

46:41

>> คือวินัยของทรราชกับวินัยในภาพใหญ่วินัย

46:47

ที่ดีก็คือเ้าเรียกว่าวินัยที่จะรู้เป้า

46:51

หมายรู้ขอบเขตรู้ว่าอะไรมันแต่ต้องมี

46:56

flexibility มี agility แต่ให้ทำลงวินัย

46:59

อย่างนั้นคนละอันนะ

47:01

>> ไอทำลงวินัยคือ

47:02

>> นั่นคือระบบทหารโบราณ

47:04

>> ครับเข้าใจครับ

47:05

>> ที่ต้องการให้คนทำตามคำสั่งโดยห้ามคิดเลย

47:08

>> ครับ

47:09

>> คนละแบบ

47:10

>> ครับผม

47:10

>> นะคำว่าวินัยนี่สำคัญมากคุณต๋อยครับผมขอ

47:15

อนุญาตพูดถึงตัวเองดิผมเนี่ยเป็นศตรก

47:19

>> อือฮึ

47:19

>> เดินไม่ได้พูดไม่ได้หลายเดือนแล้วเพราะคำ

47:24

ว่าวินัยเนี่ยครับต้องฝึกใหม่หมดเลย

47:26

>> อือฮึ

47:26

>> เราก็ค่อยๆเรียนที่จะเดินใหม่

47:29

>> ค่อยๆเรียนที่จะพูดใหม่นี่วันนี้ยังพูด

47:33

ไม่ชัดนิดๆเลย

47:34

>> ครับ

47:35

>> แต่ยังฝึกอยู่ทุกวันเลย

47:36

>> ครับ

47:36

>> อันนี้เจะเป็นวินัยอย่างนึงอันนั้นเป็น

47:39

วินัยเกี่ยวกับตัวเอง

47:41

>> วินัยในการทำงานนี่มันจะกว้างกว่านั้น

47:44

เพราะมันเริ่มไปเกี่ยวกับคนอื่น

47:46

>> ครับแต่ต้องมีนะครับ

47:47

>> ใช่

47:48

>> ต้องมีอันนึงครับท่านครับอันเนี้ยชอบใจ

47:50

มากครับผมไม่เคยนึกว่าท่านอยากจะเขียน

47:53

หนังสือนะครับแต่ท่านทำไปทำมาท่านมีไอ้

47:55

เนี่ย 4 เล่มแล้วไอ้สูงต่ำเนี่ยนะฮะ 4

47:57

เล่มแล้วนะฮะแล้วมาอันนี้ใหม่ล่าสุดคือ

47:59

หางกระดิกหมามันเป็นหนังสือซึ่งเล่มใหญ่

48:02

มากมันรวบรวมอะไรอยู่ครับท่าน

48:04

>> คือจริงๆต้องบอกว่าเป็นบทความที่เขียนมา

48:08

10 กว่าปีแล้ว

48:10

>> เกี่ยวกับการต่อต้านคอร์รัปชั่น

48:13

หางกระดิกหมาเนี่ยเป็นนามปากกาของผมกับ

48:16

น้องอีกคนนึงที่ช่วยกันเขียนโดยไปศึกษา

48:19

วิจัยจากวิธีการทั่วโลกที่เขาใช้ได้ผลใน

48:25

การต่อต้านคอร์รัปชั่นอันนี้เขียนให้กับ

48:29

เป็นคอลัมน์หนังสือพิมพ์ชื่อว่าคอลัม์โกง

48:33

กินสิ้นชาติ

48:34

>> ครับ

48:35

>> ในหนังสือโพส today ซึ่งเขาปิดไปแล้ว

48:38

>> เขียนอยู่ 2 ปีมี 87 บท

48:40

>> เราจะไล่ให้ฟังตั้งแต่ว่าคอร์รัปชัคือ

48:43

อะไรมันเกิดขึ้นได้ยังไงมีโทษยังไงมี

48:47

ประโยชน์หลอกหลอกหลอนในระยะสั้นยังไงแล้ว

48:52

ก็ทำให้เกิดปัญหาอะไรบ้างแล้ววิธีแก้คือ

48:56

อะไรมันรวบรวมอยู่ใน 87 บทนะครับ

48:59

>> ครับ

48:59

>> ซึ่งต้องขอโทษนะ

49:03

มีการเอาไปใช้บางอย่าง

49:05

>> ผมขอ[เสียงกระแอม]อนุญาตยกตัวอย่าง

49:06

>> ได้ครับ

49:07

>> มีการใช้อยู่ 3 อย่างอย่างหนึ่งก็คือไป

49:11

ตั้งโครงการที่เรียกว่าอินข้อตกลงคุณธรรม

49:15

>> อือฮึ

49:16

>> อันที่ 2 ไปทำโครงการที่เรียกว่าความร่วม

49:20

มือในการเปิดเผยข้อมูลในโครงการก่อสร้าง

49:23

ภาครัฐ Construction Sector

49:26

Transparency โอเคทั้ง 2 โครงการนี้

49:30

พิสูจน์แล้วว่าประหยัดเงินไปได้หลายหมื่น

49:33

ล้านบาทมีงานวิจัยแล้วก็มีเรื่องอื่นๆอีก

49:38

เรื่องนึงที่ผมขออนุญาตพูดอยู่ในนี้

49:40

เหมือนกัน

49:41

>> ครับ

49:41

>> คือการควบคุมการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ

49:46

และรัฐวิสาหกิจคุณต่อให้เชื่อมั้ครับก่อน

49:50

ที่เมื่อก่อนเนี่ยมันมีการใช้เงินของรัฐ

49:54

และรักษาในการโฆษณาประชาสัมพันธ์

49:57

>> ปีละ 8,000 ล้านและ TDI เทำวิจัยพบว่ามี

50:02

แค่ 10% เองที่เป็นประโยชน์ส่วนอีก 90%

50:07

เป็นการโฆษณาคนเช่นจำได้เมื่อก่อนมีนัก

50:11

การเมืองอยู่เต็มคัทเบใช่ครับ

50:13

>> ไอ้กฎข้อนี้ที่เราออกมาแล้วกลายเป็นสกฎ

50:17

ของสำนักนายกทำให้วันนี้เราไม่มีแล้ว

50:20

>> ครับ

50:21

>> เราไม่มีโฆษณาพวกนั้นตาม[เสียงสูดหายใจ]

50:24

หน้าหนังสือพิมพ์ก็ห้ามเอาหน้าคนลง

50:27

>> ครับ

50:27

>> โอเคครับอันนี้ก็เป็นอานิสงส์จากหนังสือ

50:30

เล่มนี้เหมือนกัน

50:31

>> แต่หนังสือเล่มนี้ไม่ขายเลยครับ

50:33

>> จริงๆเดี๋ยวจะขายครับ

50:34

>> ต้องขายนะครับ

50:36

>> คือมันเป็นของดีมันมีประโยชน์แล้วหาไม่

50:38

ได้มันเป็นเรื่องอยากจะเป็นลมนะฮะ

50:41

>> ผมขอบคุณท่านมากครับที่มาร่วมรายการกับ

50:43

เราในวันนี้และผมเนี่ยจบด้วยหนังสือเล่ม

50:45

นี้ด้วยเหตุผลเดียวนะครับเพราะว่าผมเรียน

50:47

ถามท่านตั้งแต่ต้นแล้วว่าหางกระดิกหมา

50:48

หมายความว่าอย่างไรถึงท่านตอบไว้ว่าจริงๆ

50:51

แล้วไอ้หางนี่มันเล็กนิดเดียวหมาตัว

50:52

เบ้อเร่อเทอแล้วไอ้หางเนี่ยมันพยายามจะ

50:55

กระดิกหมาทั้งตัวให้ได้มันพยายามจะทำให้

50:57

ได้แสดงว่าไม่ว่าท่านดูตั้งแต่ต้นมาที่

51:00

พูดกันว่าเศรษฐกิจเป็นอย่างนั้นเรื่องราว

51:02

เป็นอย่างี้ประเทศชาติเป็นอย่างงั้นท่าน

51:05

เป็นหางกระดิกหมาได้ท่านทำเรื่องเล็กๆถ้า

51:08

ท่านไม่หยุดทำถ้าท่านไม่หยุดสู้โอกาสมี

51:10

เสมอนี่คือหนังสือเล่มนี้ที่บอกบางส่วน

51:14

แต่นี่บอกเรื่องเกี่ยวกับคอร์รัปชันแต่ใน

51:16

ชีวิตเรามันไม่ได้มีแต่คอร์รัปชันในชีวิต

51:17

เรามีเรื่องราวต่างๆมากมายแล้วเมื่อไหร่

51:20

ท่านจะหยุดกระดิกถ้าท่านจะหยุดกระดิก

51:23

เมื่อไหร่ก็ตามท่านก็ตายในยุคสมัยสังคม

51:26

ปัจจุบันนี้ที่เห็นกันอยู่แน่ๆท่านไม่อด

51:28

ทนท่านไม่รับรู้รับทราบท่านไม่หาข้อมูล

51:31

ท่านไม่เรียนรู้ท่านไม่ปฏิบัติท่านตายแน่

51:33

นอนวันนี้เป็นโชคดีมากนะครับที่คุยกัน

51:36

อย่างที่ท่านบอกตั้งแต่ต้นว่าเรื่องวัน

51:37

นี้คุยกันหนักไปหน่อยนะครับแต่จริงๆอยาก

51:39

จะคุยเรื่องเบาๆเหมือนกันนะครับแต่

51:42

ผมมองไม่เห็นเลยในชีวิตท่านจะมีเรื่องตรง

51:44

ไหนเบาๆที่ผมจะคุยด้วยได้นะผมยังมองไม่

51:47

เห็นจริงๆนะครับ

51:47

>> ไม่ครับผมเป็นคนสนุกสนานร่าเริง

51:49

>> โอ้โหร่าเริงมากเลยครับ

51:51

>> แต่ที่คุณต่อสรุปนี่ผมต้องขอบคุณมากๆเลย

51:54

สรุปได้ดีมากๆเลยครับว่าทุกคนต้องช่วยกัน

51:58

อีก

51:59

>> ใช่ครับผมกลัวจริงๆฮะผมกลัวคนเค้าเรียก

52:02

หมดอะไรตอยากหมดหวังและยอมแพ้ไอ้การหมด

52:05

อะไรตอยากหมดหวังและยอมแพ้แพ้เนี่ยทานโทษ

52:08

นะครับมันตลกสิ้นดีที่จะเกิดมาชีวิตแบบ

52:11

ตายเหมือนกันนะฮะแต่ตายแบบยอมแพ้ผมไม่ตาย

52:16

อย่างงั้นแน่ฮะผมจะตายอย่างผมไม่ยอมแพ้ผม

52:19

จะสู้จนวินาทีสุดท้ายแล้ววันนี้ผมพาคนนึง

52:23

ซึ่งเขาสู้ชีวิตของเขามาตั้งแต่เสมียนจน

52:27

มาเป็น CEO ประธานกรรมการบริหารธนาคาร

52:30

เกียรตินาคินพัทรด้วยอายุนี้ด้วยนะฮะอายุ

52:33

ท่านปี 73 แล้วนะครับท่าน

52:35

>> 72 ยาก 73 ท่าน 70 ให้ไปแล้วครับผมให้

52:38

อีกปีนึง

52:38

>> แต่บอกคุณต่ออีกปีนึง

52:39

>> ใช่ครับผมให้ท่านเลยครับจริงๆแล้วดูสิ

52:42

ครับคนมีค่าไม่ได้เกี่ยวกับอายุไม่ได้

52:45

เกี่ยวอายุมากอายุน้อยมันเกี่ยวกับสิ่ง

52:47

ที่อยู่ในนี้อยู่ที่ท่านคิดหรือเปล่าถ้า

52:49

ท่านคิดสิ่งมีค่าจะเกิดขึ้นกับชีวิตท่าน

52:51

อย่างแน่นอนครับขอบคุณท่านมากครับวันนี้

52:54

ขอบพระคุณมากครับ

52:55

>> ขอบพระคุณท่านผู้ชมที่ติดตามรับชมนะครับ

52:57

วันนี้เวลาหมดแล้วลาไปก่อนแต่ก่อนจะจากไป

53:00

ผมยืนยันมั่นคงครับคิดครับคิดเรื่องดีๆ

53:03

ที่มีประโยชน์และอย่าคิดถอยคิดสู้สู้ลาไป

53:07

ก่อนครับสวัสดีครับ

53:08

>> สวัสดีครับ

53:10

>> ขอบคุณมากครับท่านครับ

53:13

[เพลง]

Continue with YouTLDR

Analyze another video with Pro

Process a new video, search every timestamp, compare sources, and keep the result in your library.

Get Pro — $12/month30-day money-back guarantee

More transcripts

Explore other videos transcribed with YouTLDR.